เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2026 เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินถูกเรียกเข้าปฏิบัติการที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมมฟิส (MEM) หลังเกิดเหตุรถปฏิบัติการภาคพื้นคันหนึ่งพุ่งเข้าไปติดคาอยู่ใต้เครื่องบิน Boeing 737-700 ของสายการบิน Southwest Airlines จากคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เบื้องต้นพบว่ารถภาคพื้นคันดังกล่าวได้พุ่งชนเครื่องบินของ Southwest ในระหว่างที่ผู้โดยสารกำลังขึ้นเครื่อง ส่งผลให้ตัวรถเข้าไปติดอยู่บริเวณใต้ลำตัวอากาศยาน และต้องมีการระดมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการช่วยเหลือในพื้นที่
สายการบิน Southwest Airlines ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับเที่ยวบิน WN4013 ซึ่งมีกำหนดเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเมมฟิส (MEM) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแฮร์รี รีด เมืองลาสเวกัส (LAS) ภายหลังเกิดเหตุ เครื่องบินลำดังกล่าวถูกนำออกจากการให้บริการทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการชนของรถภาคพื้น เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เที่ยวบินไปยังนครลาสเวกัสต้องล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากสายการบินจำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินลำใหม่มาทดแทนก่อนจึงจะสามารถนำผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้
Boeing 737-700 ของ Southwest Airlines ถูกชนระหว่างปฏิบัติการภาคพื้นที่สนามบินเมมฟิส

อากาศยานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องบิน Boeing 737-700 ทะเบียน N436WN (ภาพประกอบเป็นเครื่องบินรุ่นเดียวกัน) โดยเพิ่งเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเมมฟิส (MEM) หลังปฏิบัติการบินระยะสั้นจากท่าอากาศยานวิลเลียม พี. ฮ็อบบี เมืองฮิวสตัน (HOU) หลังจากนั้น เครื่องบินลำดังกล่าวมีกำหนดออกเดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแฮร์รี รีด เมืองลาสเวกัส (LAS) แต่กลับเกิดเหตุรถภาคพื้นชนและติดคาอยู่ใต้ลำตัวอากาศยานเสียก่อน จากรายงานเบื้องต้น ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ Southwest Airlines ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดภายใต้ระบบบริหารจัดการความปลอดภัย (Safety Management System: SMS) ของสายการบิน เพื่อหาสาเหตุและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำในอนาคต
ภายหลังเกิดเหตุ เครื่องบินลำดังกล่าวถูกนำออกจากการให้บริการทันที ส่งผลให้ผู้โดยสารที่มีกำหนดเดินทางไปยังนครลาสเวกัสต้องเผชิญกับความล่าช้าเกือบ 3 ชั่วโมง ขณะที่สายการบินเร่งจัดหาอากาศยานลำอื่นมาปฏิบัติการบินแทน หลังการตรวจสอบเบื้องต้น อากาศยานได้รับการประเมินว่ามีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการบินแบบไม่มีผู้โดยสาร (Ferry Flight) จึงถูกส่งบินไปยังท่าอากาศยานเซซิล (Cecil Airport) ใกล้เมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา เพื่อเข้ารับการตรวจสอบเชิงลึก การซ่อมบำรุง และการซ่อมแซมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว การส่งเครื่องบินไปยังศูนย์ซ่อมบำรุงเฉพาะทางจะช่วยให้วิศวกรและช่างอากาศยานสามารถประเมินสภาพโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ของอากาศยานได้อย่างละเอียด ก่อนพิจารณานำเครื่องบินกลับเข้าประจำการอีกครั้ง
Simple Flying ได้ติดต่อไปยัง Southwest Airlines เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้รับคำชี้แจงจากโฆษกของสายการบินว่า
“เที่ยวบิน Southwest 4013 ถูกยานพาหนะปฏิบัติการภาคพื้นเฉี่ยวชนระหว่างกระบวนการขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมมฟิส เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา อากาศยานลำดังกล่าวถูกนำออกจากการให้บริการทันที และสายการบินได้จัดหาเครื่องบินลำอื่นมาปฏิบัติการบินแทน ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเหตุการณ์จะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านระบบบริหารจัดการความปลอดภัย (Safety Management System: SMS) ของสายการบิน ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานของ Southwest Airlines”
— โฆษกของ Southwest Airlines
รถภาคพื้นชนเครื่องบินระหว่างปฏิบัติการที่สนามบิน

ภายหลังเกิดเหตุที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมมฟิส เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายหน่วยงานได้เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำสนามบิน ตำรวจท้องถิ่น และทีมแพทย์ฉุกเฉิน แม้จะไม่มีรายงานผู้โดยสารหรือลูกเรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่อากาศยานได้รับความเสียหายบางส่วนจากการชนของยานพาหนะภาคพื้น จากภาพและข้อมูลเบื้องต้น คาดว่ายานพาหนะที่เกี่ยวข้องคือรถสายพานลำเลียงสัมภาระ (Belt Loader) ซึ่งพุ่งเข้าไปติดคาอยู่บริเวณใต้ส่วนท้ายของลำตัวเครื่องบิน ทำให้ต้องมีการนำอากาศยานออกจากการให้บริการเพื่อตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียด
เครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้คือ Boeing 737-700 ทะเบียน N436WN ซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณ 23 ปี โดยถูกส่งมอบให้กับ Southwest Airlines ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2003 อากาศยานลำดังกล่าวได้รับการจัดผังห้องโดยสารแบบชั้นประหยัดทั้งหมด (All-Economy Class) และสามารถรองรับผู้โดยสารได้รวม 143 ที่นั่ง สำหรับรายละเอียดทางเทคนิคและข้อมูลเพิ่มเติมของเครื่องบินลำนี้ มีดังต่อไปนี้ ตามข้อมูลจาก ch-aviation
| Registration | N436WN |
| Serial Number (MSN) | 1342 |
| Hex Code | A53B69 |
| Configuration | 143 economy |
| Delivery date | June 2003 |
| Southwest Fleet Number | 436 |
Southwest Airlines เป็นผู้ให้บริการเครื่องบินตระกูล Boeing 737 รายใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นสายการบินลูกค้ารายแรก (Launch Customer) รวมถึงผู้ใช้งาน Boeing 737-700 มากที่สุดอีกด้วย ปัจจุบัน Southwest ยังคงมี Boeing 737-700 ประจำการอยู่เกือบ 300 ลำ โดยสายการบินมีแผนทยอยปลดระวางเครื่องบินรุ่นนี้ทั้งหมดและแทนที่ด้วย Boeing 737 MAX ภายในปี 2031 นอกจากนี้ Southwest ยังมี Boeing 737-800 ประจำการเกือบ 200 ลำ และ Boeing 737 MAX 8 อีกประมาณ 310 ลำ ส่งผลให้สายการบินมีฝูงบินรวมมากกว่า 800 ลำ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องบินในตระกูล Boeing 737 ทั้งสิ้น ด้วยขนาดฝูงบินที่ใหญ่เช่นนี้ Southwest จึงยังคงเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการ Boeing 737 รายสำคัญที่สุดของโลก และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้งานอากาศยานตระกูลดังกล่าวมาอย่างยาวนาน
ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบถูกย้ายไปเดินทางด้วยเครื่องบินลำอื่นไปยังลาสเวกัส

หลังจากเครื่องบินลำที่เกิดเหตุถูกนำออกจากการให้บริการ ผู้โดยสารทั้งหมดได้รับการจัดสรรให้เดินทางต่อด้วยอากาศยานลำอื่นไปยังนครลาสเวกัส เที่ยวบินดังกล่าวเดิมมีกำหนดออกเดินทางในเวลา 12:25 น. แต่จากผลกระทบของเหตุการณ์ทำให้ต้องเลื่อนเวลาออกเดินทางไปเป็น 15:25 น. ส่งผลให้ผู้โดยสารเดินทางถึงลาสเวกัสในเวลา 17:36 น. แทนที่จะเป็นเวลา 13:50 น. ตามกำหนดการเดิม แม้ว่าสายการบินจะสามารถจัดหาเครื่องบินทดแทนได้สำเร็จ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ผู้โดยสารต้องเผชิญกับความล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมงครึ่งจากตารางการเดินทางที่วางไว้
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา (Bureau of Transportation Statistics) Southwest Airlines เป็นสายการบินที่มีส่วนแบ่งตลาดผู้โดยสารมากเป็นอันดับ 2 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมมฟิส โดยมีส่วนแบ่งประมาณ 18% รองจาก Delta Air Lines ที่มีส่วนแบ่ง 21% อย่างไรก็ตาม Southwest ถือเป็นสายการบินที่ให้บริการเครือข่ายเส้นทางบินจากเมมฟิสมากที่สุด เมื่อพิจารณาจากจำนวนจุดหมายปลายทางที่ให้บริการ โดยปัจจุบันมีเส้นทางประจำตลอดทั้งปี 9 เส้นทาง และเส้นทางตามฤดูกาลอีก 1 เส้นทาง จุดหมายปลายทางที่ให้บริการตลอดทั้งปี ได้แก่ บัลติมอร์ (Baltimore), ชิคาโก มิดเวย์ (Chicago Midway), ดัลลัส เลิฟฟิลด์ (Dallas Love Field), เดนเวอร์ (Denver), ฮิวสตัน ฮ็อบบี (Houston Hobby), ลาสเวกัส (Las Vegas), แนชวิลล์ (Nashville), ออร์แลนโด (Orlando) และฟีนิกซ์ (Phoenix) ขณะที่เส้นทางตามฤดูกาลให้บริการสู่เมืองแทมปา (Tampa) นอกจากนี้ Southwest ยังมีแผนเปิดให้บริการเส้นทางใหม่สู่เมืองออสติน (Austin) แบบตลอดทั้งปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้จำนวนจุดหมายปลายทางประจำของสายการบินจากเมมฟิสเพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง
ในเส้นทางระหว่างเมมฟิสและลาสเวกัส Southwest Airlines ต้องเผชิญกับการแข่งขันโดยตรงจากสายการบินอีกสองแห่ง ได้แก่ Allegiant Air และ Frontier Airlines ข้อมูลจากสำนักงานสถิติการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา (Bureau of Transportation Statistics: BTS) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม ปี 2025 มีผู้โดยสารเดินทางระหว่างสองเมืองนี้รวมทั้งสิ้น 87,150 คน ผ่านการให้บริการของสายการบินทั้งสามแห่ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางเมมฟิส–ลาสเวกัสเป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง และเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญที่สายการบินต้นทุนต่ำหลายรายให้ความสนใจในการให้บริการผู้โดยสารระหว่างสองเมืองนี้
ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าการซ่อมแซมและการตรวจสอบเชิงลึกของอากาศยานลำดังกล่าวที่ท่าอากาศยานเซซิล (VQQ) จะใช้เวลานานเพียงใด เครื่องบินจะยังคงจอดอยู่ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงจนกว่าการตรวจสอบความเสียหาย การซ่อมแซม และงานบำรุงรักษาหนัก (Heavy Maintenance) จะแล้วเสร็จ รวมถึงได้รับการยืนยันว่ามีความพร้อมและปลอดภัยสำหรับการกลับเข้าสู่การให้บริการตามตารางบินของ Southwest Airlines อีกครั้ง จนถึงขณะนี้ สายการบินยังไม่ได้ประกาศกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการนำเครื่องบินลำดังกล่าวกลับเข้าประจำการ
ที่มา
https://simpleflying.com/southwest-boeing-737-ramp-vehicle-memphis/
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้