เครื่องบินโดยสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Airbus A380 กำลังได้รับบทบาทใหม่ โดยจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบินทดสอบ ระบบขับเคลื่อน (Propulsion System) รุ่นใหม่ Airbus A380 ลำแรกที่เคยผลิตขึ้น จะได้รับการติดตั้ง เครื่องยนต์ต้นแบบแบบ Open Fan ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Airbus และ CFM International เพื่อทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ Airbus เลือกใช้ A380 สำหรับภารกิจดังกล่าว เนื่องจากเครื่องบินมี เครื่องยนต์ 4 เครื่อง และมี พื้นที่ภายในห้องโดยสารขนาดใหญ่ ซึ่งเอื้อต่อการติดตั้งอุปกรณ์ทดสอบและเครื่องมือวัดต่าง ๆ สำหรับการทดสอบบิน
Airbus มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตเครื่องยนต์ พร้อมศึกษาทางเลือกใหม่ ๆ สำหรับระบบขับเคลื่อนของเครื่องบินรุ่นต่อไป เป้าหมายสำคัญของโครงการคือ การยกระดับความยั่งยืน (Sustainability) และ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ของเครื่องยนต์ ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ที่อาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมการบิน และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเดินทางทางอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ
Airbus จับมือ CFM พัฒนาเครื่องยนต์ต้นแบบแบบ Open Fan

ตามที่ Airbus อธิบายไว้ บริษัทผู้ผลิตอากาศยานจากยุโรปได้ร่วมมือกับ CFM International ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขับเคลื่อนอากาศยานชั้นนำ เพื่อพัฒนาโครงการ Revolutionary Innovation for Sustainable Engines (RISE) เครื่องยนต์ต้นแบบแบบ Open Fan ภายใต้โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ เนื่องจากมีศักยภาพในการ เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง โดย ยังคงรักษาความเร็วในการบินได้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน (Turbofan) แบบดั้งเดิม
คาดว่า Airbus A380 จะกลายเป็น เครื่องบินทดสอบหลัก (Test Platform) สำหรับเทคโนโลยีนี้ โดยมีแผนให้ A380 ต้นแบบลำแรก เริ่มทำการบินทดสอบได้ภายในช่วง ปลายทศวรรษนี้ การวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปผ่านโครงการ Open Fan for Environmental Low Impact of Aviation (OFELIA) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วย ลดการใช้เชื้อเพลิง และ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่ใช้ในเครื่องบินลำตัวแคบ (Narrowbody Aircraft) รุ่นปัจจุบัน
Airbus เปิดเผยผ่าน LinkedIn ว่า บริษัทเชื่อมั่นว่า Airbus A380 เป็นเครื่องบินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากมี โครงสร้างเครื่องยนต์ 4 เครื่อง และมี พื้นที่ภายในห้องโดยสารขนาดใหญ่ เพียงพอสำหรับติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือวัดขั้นสูงที่ใช้ในการทดสอบ นอกจากนี้ การมีเครื่องยนต์ 4 เครื่อง ยังช่วยให้เครื่องบินสามารถรองรับกรณีที่การทำงานของเครื่องยนต์ทดสอบเกิดการหยุดชะงักหรือความผิดปกติระหว่างการทดสอบบินได้ โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการ
ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี SWITCH

เครื่องยนต์รูปแบบใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า SWITCH (Sustainable Water Injecting Turbofan Comprising Hybrid-Electrics) ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสาธิตและทดสอบเทคโนโลยี เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบไฮบริด-ไฟฟ้า (Hybrid-Electric Turbofan) และ ระบบกู้คืนความร้อน (Heat-Recovery Turbofan Technologies) โดยมีเป้าหมายในการ ลดการใช้เชื้อเพลิงลงถึง 25% นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และ ไนโตรเจนออกไซด์ (NOₓ) ซึ่งเกิดจากการเดินทางทางอากาศแบบดั้งเดิม ภายใต้โครงการ Clean Aviation Joint Undertaking ของสหภาพยุโรป ที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
เครื่องยนต์รูปแบบใหม่ที่มีชื่อว่า SWITCH (Sustainable Water Injecting Turbofan Comprising Hybrid-Electrics) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดสอบเทคโนโลยี เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบไฮบริด-ไฟฟ้า และ ระบบกู้คืนความร้อน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงลง 25% นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และ ไนโตรเจนออกไซด์ (NOₓ) ที่เกิดจากการเดินทางทางอากาศในปัจจุบัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Clean Aviation Joint Undertaking ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
สถาปัตยกรรมเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ตามที่ Simple Flying เคยวิเคราะห์ไว้ หัวใจสำคัญของโครงการทดสอบนี้คือ การพัฒนาเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ ที่ใช้ การออกแบบแบบ Open Fan ซึ่ง ตัดโครงครอบเครื่องยนต์ (Nacelle) แบบดั้งเดิมออกไป ด้วยการใช้ ใบพัดที่เปิดโล่ง (Exposed Fan Blades) การออกแบบลักษณะนี้คาดว่าจะช่วย เพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic Efficiency) ของเครื่องบินให้สูงสุด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากแนวทางการพัฒนาเครื่องยนต์ไอพ่นแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา
Airbus และ CFM International เชื่อมั่นว่า การออกแบบเครื่องยนต์รูปแบบใหม่นี้จะสามารถแก้ไขข้อกังวลที่มีมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น ระดับเสียงรบกวน การชนกับนก (Bird Strike) การยอมรับจากสาธารณชน และความปลอดภัย โครงการ RISE มีเป้าหมายในการยกระดับ ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ให้ดีกว่าเครื่องยนต์รุ่นล้ำสมัยในปัจจุบัน แม้เครื่องยนต์ดังกล่าวจะถูกออกแบบมาสำหรับ เครื่องบินลำตัวแคบ (Single-Aisle Aircraft) แต่ Airbus และ CFM คาดหวังว่าหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบแล้ว จะสามารถนำเครื่องยนต์รุ่นนี้เข้าสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายใน ช่วงกลางทศวรรษหน้า
การตัดสินใจติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ ที่ใช้การออกแบบแบบ Open Fan บน Airbus A380 ลำแรกของโลก ทำให้เครื่องบินลำนี้กลายเป็น แพลตฟอร์มทดสอบล่าสุด สำหรับเครื่องยนต์อากาศยานยุคใหม่ CFM International และ Airbus กำลังเดิมพันครั้งสำคัญกับเทคโนโลยีนี้ โดยเลือกใช้ เครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเครื่องบินทดสอบ นับเป็นเรื่องน่าจับตาว่า การติดตั้งและการทดสอบเครื่องยนต์จะดำเนินไปอย่างไร และท้ายที่สุด เทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้งานจริงกับ เครื่องบินโดยสารลำตัวแคบ (Narrowbody Aircraft) รุ่นใหม่ในยุคต่อไปได้หรือไม่
ที่มา
https://simpleflying.com/airbus-begin-open-fan-engine-testing-a380/
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้