ในอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนถึง ปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ของเครื่องบินตระกูล Boeing 737 MAX มีรายงานว่าเครื่องบิน 737 MAX 8 จำนวน 2 ลำ ซึ่งเพิ่งเริ่มให้บริการกับสายการบิน GOL Linhas Aéreas ของบราซิลได้เพียง 6 เดือน กำลังจะถูก รื้อแยกชิ้นส่วนเพื่อนำอะไหล่กลับมาใช้ (Part Out) เว็บไซต์ View from the Wing รายงานว่า หลังจากส่งมอบเครื่องบินทั้งสองลำได้ไม่นาน ก็เริ่มประสบปัญหาต้องนำเครื่องเข้าซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง รวมถึงพบความขัดข้องของอุปกรณ์หลายรายการ ทำให้เครื่องบินต้องหยุดให้บริการเพื่อซ่อมบำรุงอยู่เป็นประจำ โดยสาเหตุหลักมาจาก ปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการผลิตในโรงงาน (Factory Issues)
ปัญหาของเครื่องบินทั้งสองลำไม่ได้จำกัดอยู่เพียง เครื่องยนต์ CFM LEAP-1B Turbofan เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ปัญหาด้านจุดศูนย์ถ่วงของเครื่องบิน (Center of Gravity) และความขัดข้องเล็กน้อยอีกหลายประการ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้อัตราความพร้อมในการนำเครื่องออกปฏิบัติการ (Dispatch Rate) ลดลง และทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะดำเนินการซ่อมแซมเครื่องบินที่มีปัญหาทั้งสองลำ จึงมีแผนส่งเครื่องบินไปยังบริษัทรับรื้อถอนอากาศยานในรัฐ แอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อถอดชิ้นส่วนที่มีมูลค่าออกจำหน่ายและนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อ
3 Boeing 737 MAX 8 ของ GOL กับปัญหาที่รุมเร้า

เครื่องบินโดยสารแบบ Boeing 737 MAX 8 ทั้งสองลำสามารถให้บริการผู้โดยสารได้เพียงไม่กี่เดือน ก่อนถูกส่งไปยัง สนามบินนานาชาติ Confins (CNF) ในเมือง เบโลโอรีซอนชี (Belo Horizonte) หลังจากจอดซ่อมบำรุงอยู่ที่ศูนย์ซ่อมเป็นเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ เครื่องบินทั้งสองลำก็ถูกส่งคืนให้กับ บริษัทผู้ให้เช่า (Lessor) ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องบินและเป็นผู้ให้สายการบิน GOL เช่ามาใช้งาน แม้เครื่องบินทั้งสองลำจะถูกอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ล็อตการผลิตที่มีปัญหา (Bad Batch)” แต่หมายเลขสายการผลิต (Line Number) ของทั้งสองลำกลับห่างกันมากกว่า 100 หมายเลข ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าปัญหาดังกล่าวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องบินที่ผลิตในล็อตเดียวกันเท่านั้น
เครื่องบินที่มี หมายเลขประจำเครื่อง (Serial Number) 9264 ซึ่งจดทะเบียนเป็น PS-GRM ทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2025 ขณะที่เครื่องบินอีกลำซึ่งมี หมายเลขประจำเครื่อง 9370 จดทะเบียนเป็น PS-GRN และขึ้นบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ของปีเดียวกัน ในเดือน มีนาคม 2026 เครื่องบินทั้งสองลำถูกส่งคืนให้กับ บริษัทผู้ให้เช่า (Lessor) อย่างเป็นทางการ ก่อนถูกนำบินไปยัง Pinal Airpark (MZJ) เมือง มารานา (Marana) รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินการ รื้อแยกชิ้นส่วน (Teardown) ตามข้อมูลของ Aviation Flights เครื่องบินทั้งสองลำลงจอดที่ Pinal Airpark เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการรื้อถอน
ที่น่าสังเกตคือ ผู้ใช้งานเว็บไซต์ Airliners.net ตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีเครื่องบินอีก 1 ลำ คือ PS-GRO ซึ่งถูกส่งมอบในช่วงระหว่างเครื่องบิน 737 MAX 8 ที่มีปัญหาทั้งสองลำ แต่ ไม่เคยเข้าประจำการให้บริการเลย และเพิ่งถูกส่งมอบให้กับสายการบิน Air Algérie ข้อมูลจาก Planespotters.net ระบุว่า เครื่องบินลำนี้มี หมายเลขสายการผลิต (Line Number) 9494 ซึ่งยิ่งทำให้ ทฤษฎี “ล็อตการผลิตที่มีปัญหา” (Bad Batch Theory) ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากหมายเลขสายการผลิตของเครื่องบินลำนี้แตกต่างจากอีกสองลำอย่างมาก นอกจากนี้ Aviation Flights ยังรายงานว่า เครื่องบิน PS-GRO ถูกส่งต่อจาก GOL ไปอยู่ภายใต้การดูแลของ Lufthansa Technik เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ก่อนจะถูกส่งมอบให้กับ Air Algérie ในเวลาต่อมา
การปฏิเสธรับมอบเครื่องบินของ GOL และกรณีที่แตกต่างจากลำอื่น

เครื่องบิน PS-GRO ไม่เคยได้รับการรับมอบอย่างเป็นทางการจากสายการบิน GOL และไม่เคยถูกนำเข้าประจำการเพื่อให้บริการผู้โดยสาร จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมีปัญหาทางเทคนิคเช่นเดียวกับ Boeing 737 MAX 8 อีกสองลำในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเดิมถูกกำหนดให้ส่งมอบแก่สายการบินของบราซิลหรือไม่ หลังจาก GOL ปฏิเสธการรับมอบเครื่องบิน ลำนี้ จึงถูกส่งคืนให้กับ บริษัทผู้ให้เช่า (Lessor) และในเดือนนี้เอง เครื่องบินลำดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้กับสายการบิน Air Algérie เพื่อเข้าประจำการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ปรับปรุงและยกระดับฝูงบิน (Fleet Modernization Program) ของสายการบิน
ลำดังกล่าวดูเหมือนจะได้รับการตรวจสอบแล้วว่า ไม่มีปัญหาทางกลและสามารถปฏิบัติการได้ตามปกติ ด้วยเหตุนี้ บริษัทผู้ให้เช่าจึงนำเครื่องบินกลับออกสู่ตลาดเช่าอีกครั้งในทันที ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2026 เครื่องบินลำนี้ได้รับการเปลี่ยนทะเบียนจากรหัสของบราซิลมาเป็นทะเบียนใหม่ของแอลจีเรีย คือ 7T-VLQ ชะตากรรมที่ดำเนินไปอย่างปกติของเครื่องบินลำนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า เครื่องบินอีกสองลำซึ่งขณะนี้ถูกส่งไปรื้อแยกชิ้นส่วนนั้น ถือเป็นกรณีผิดปกติอย่างมากเมื่อเทียบกัน
เหตุผลทางเศรษฐกิจเบื้องหลังการรื้อเครื่องบินใหม่เพื่อนำอะไหล่ไปใช้

สำหรับสายการบิน เครื่องบินจะสร้างรายได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในอากาศและให้บริการเที่ยวบิน ดังนั้น การเก็บเครื่องบินที่มีปัญหาทั้งสองลำไว้ใช้งานต่อไป ย่อมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลประกอบการของ GOL การใช้งานเครื่องบินที่มี ปัญหาด้านจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) และ เครื่องยนต์ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้อง สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ และอาจต้องปฏิบัติการบินในรูปแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ด้วยการตัดสินใจปลดระวางเครื่องบินทั้งสองลำ GOL จึงสามารถหลีกเลี่ยง ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเครื่องบินที่อาจสูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดอายุการใช้งานของเครื่องบิน ได้
การรื้อ Boeing 737 MAX 8 ทั้งสองลำเพื่อนำชิ้นส่วนไปใช้ต่อ ช่วยให้ทั้งสายการบิน GOL และบริษัทผู้ให้เช่า ประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการจมอยู่กับ “หลุมดำทางการเงิน” ที่เกิดจากต้นทุนการซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมูลค่าของเครื่องบินที่ลดลงเรื่อย ๆ หากยังคงเก็บเครื่องบินทั้งสองลำไว้ใช้งาน ทั้ง GOL และผู้ให้เช่าจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้าง วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และดำเนินการ ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงของสายการบิน ณ สนามบิน Confins อย่างต่อเนื่อง
การตัดสินใจ รื้อเครื่องบินทั้งสองลำ ช่วยตัดภาระ ค่าแรงบุคลากร และ ค่าใช้จ่ายในการใช้โรงเก็บอากาศยาน (Hangar Overhead) ที่ต้องแบกรับอย่างต่อเนื่องออกไปได้ทั้งหมด หากยังคงเก็บเครื่องบินไว้ GOL ก็ยังต้องชำระ ค่าเช่าเครื่องบิน (Lease Rental) แม้เครื่องบินจะขัดข้องอยู่ตลอดเวลาและไม่สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการได้ ดังนั้น การปฏิเสธรับมอบและส่งคืนเครื่องบินให้กับ บริษัทผู้ให้เช่า (Lessor) ทำให้ GOL ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าสำหรับเครื่องบินที่ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการปฏิบัติการได้เลย (Zero Operational Return)
ที่มา
https://simpleflying.com/boeing-737-max-8-scrapped-barely-6-months/
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้