การล่มสลายของ Spirit Airlines ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ ส่งผลให้แผนการเดินทางของผู้โดยสารหลายแสนคนต้องหยุดชะงัก และสร้างความไม่แน่นอนให้กับพนักงานสายการบินจำนวนมาก ครั้งหนึ่ง Spirit เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสายการบินต้นทุนต่ำพิเศษ (Ultra-Low-Cost Carrier) ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ และมีบทบาทสำคัญในการรักษาระดับการแข่งขันด้านราคาบนเส้นทางบินภายในประเทศและภูมิภาค การปิดตัวลงอย่างกะทันหันของสายการบินไม่เพียงกระทบต่อนักเดินทางเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนโฉมการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินแทบจะในชั่วข้ามคืน
ขณะที่ผู้โดยสารที่ตกค้างจำนวนมากเร่งหาทางจองเที่ยวบินทดแทน สายการบินรายใหญ่ต่างรีบเข้ามาเติมช่องว่างที่ Spirit ทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็น United Airlines, Frontier Airlines, JetBlue Airways, Delta Air Lines และ American Airlines ที่ต่างเปิดตัวโครงการค่าโดยสารช่วยเหลือพิเศษและมาตรการสนับสนุนสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ โดยในกลุ่มนี้ United เปิดเผยว่ามีการตอบรับอย่างแข็งแกร่ง พร้อมรายงานยอดจองตั๋ว สมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ และใบสมัครงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่วันหลังการปิดตัวของ Spirit Airlines
United รายงานการตอบรับจากลูกค้าอย่างแข็งแกร่ง

United ระบุว่าการตอบรับต่อโครงการช่วยเหลือหลังการปิดตัวของ Spirit Airlines สูงเกินความคาดหมาย โดย JonNYC ผู้ติดตามอุตสาหกรรมการบิน เปิดเผยข้อมูลจากสิ่งที่เชื่อว่าเป็นบันทึกภายในของสายการบิน ระบุว่า United มียอดจองตั๋วมากกว่า 103,000 รายการ หลังการปิดตัวของ Spirit นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับใบสมัครงานมากกว่า 2,800 ใบ จากบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินที่กำลังมองหาโอกาสทำงานใหม่
นอกเหนือจากยอดจองและการสมัครงาน United ยังรายงานว่ามีผู้สมัครสมาชิกใหม่ในโปรแกรมสะสมไมล์ MileagePlus เกือบ 17,000 ราย โดย MileagePlus คือโปรแกรมสะสมไมล์สำหรับผู้โดยสารประจำของ United Airlines ที่สมาชิกสามารถสะสมไมล์จากการเดินทางและกิจกรรมผ่านพันธมิตรต่าง ๆ เช่น การเข้าพักโรงแรม การเช่ารถ และการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ไมล์สะสมเหล่านี้สามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ในภายหลัง เช่น ตั๋วเครื่องบินฟรีหรือส่วนลด การอัปเกรดที่นั่ง การเข้าถึงบริการระดับพรีเมียม และสิทธิพิเศษด้านการเดินทางอื่น ๆ อีกมากมาย
การล่มสลายของ Spirit Airlines

การหยุดให้บริการอย่างกะทันหันของ Spirit เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ได้ปิดฉากประวัติศาสตร์กว่า 34 ปี ของสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และทำให้ผู้โดยสารประมาณ 50,000 คน ตกค้างไม่สามารถเดินทางได้ตามแผน โมเดลธุรกิจอันเปราะบางของบริษัทเริ่มสะดุดจากปัญหาทางการเงินหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการมูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กับ JetBlue ที่ถูกขัดขวาง รวมถึงการยื่นล้มละลายหลายครั้ง
แรงกระแทกสุดท้ายเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นอย่างมากและทำให้เงินสดที่เหลืออยู่ของ Spirit ลดลงอย่างรวดเร็ว ภายหลังข้อเสนอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้รับการอนุมัติ
การปิดตัวข้ามคืนครั้งนี้ทำให้พนักงานเกือบ 17,000 คน ต้องตกงานทันที การเลิกจ้างแบบฉับพลันยังนำไปสู่การฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action) โดยกล่าวหาว่าสายการบินละเมิดกฎหมายแรงงานกลางของสหรัฐฯ หรือ WARN Act เนื่องจากไม่ได้แจ้งเตือนล่วงหน้า 60 วันตามข้อกำหนด
ขณะเดียวกัน สายการบินคู่แข่งต่างเร่งออกค่าโดยสารช่วยเหลือฉุกเฉินในราคา 199 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่กระบวนการขายทรัพย์สินของ Spirit ก็ได้รับการอนุมัติ โดยเครื่องบิน Airbus จำนวน 114 ลำ ในส่วนที่บริษัทถือครองเอง รวมถึงสิทธิ์สล็อตสนามบินที่มีมูลค่าสูง ถูกนำออกประมูลเพื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ต่อไป
ในระยะยาว การหายไปของ Spirit Airlines หมายถึงการสิ้นสุดของสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Spirit Effect” ซึ่งเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เคยบังคับให้สายการบินแบบดั้งเดิมต้องลดราคาตั๋วในเส้นทางที่มีการแข่งขันร่วมกัน และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาระดับค่าโดยสารราคาประหยัดในตลาด แม้ว่าสายการบินคู่แข่งอย่าง Frontier และ JetBlue กำลังเร่งช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดเดิมของ Spirit แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การหายไปของคู่แข่งสายการบินราคาประหยัดระดับต่ำสุดอาจส่งผลให้ค่าโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้และต่อเนื่องในระยะยาว
สายการบินเปิดตัวค่าโดยสารช่วยเหลือสำหรับผู้โดยสารที่ตกค้าง

เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว หลายสายการบินได้เปิดตัวโครงการ “Rescue Fare” หรือค่าโดยสารช่วยเหลือพิเศษ เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารเดิมของ Spirit สามารถเดินทางต่อได้ในราคาที่ถูกลง โดย Frontier ประกาศมอบส่วนลดค่าโดยสารพื้นฐานสูงสุด 50% สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ผ่านโค้ดส่วนลด “SAVENOW” นอกจากนี้ สายการบินยังเปิดตัว GoWild Summer Pass ในราคาพิเศษ 199 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงดูดนักเดินทางสายประหยัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ครั้งนี้
Frontier ระบุว่าปัจจุบันสายการบินให้บริการมากกว่า 100 เส้นทางบิน ที่เคยดำเนินการโดย Spirit และมีแผนขยายการให้บริการเพิ่มเติม ทั้งการเพิ่มเส้นทางใหม่และเพิ่มความถี่เที่ยวบินในตลาดเดิมของ Spirit โดยผู้บริหารบริษัทอธิบายว่าการดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาทางเลือกด้านการเดินทางราคาประหยัด และช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของสายการบิน
สายการบินอื่น ๆ ก็ออกมาตรการในลักษณะเดียวกันเช่นกัน โดย JetBlue เสนอค่าโดยสารช่วยเหลือเริ่มต้นที่ 99 ดอลลาร์สหรัฐ ในบางเส้นทาง พร้อมขยายการให้บริการในหลายตลาดที่ Spirit เคยมีฐานผู้โดยสารจำนวนมาก ขณะที่ Delta และ United เปิดตัวค่าโดยสารฉุกเฉินแบบจำกัดราคา (capped emergency fares) สำหรับผู้โดยสารที่ตกค้าง ส่วน American Airlines ก็ประกาศมาตรการสนับสนุนทั้งผู้โดยสารและอดีตพนักงานของ Spirit เช่นกัน
ที่มา
https://simpleflying.com/united-airlines-103000-bookings-17000-loyalty-members-spirit-collapse/
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้