Home NewsPentagon ระบุว่า การอัปเกรดสำคัญที่สุดของ F-35 “แทบใช้งานไม่ได้”

Pentagon ระบุว่า การอัปเกรดสำคัญที่สุดของ F-35 “แทบใช้งานไม่ได้”

by ThaiAero Admin

หลังการทดสอบและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน กองทัพสหรัฐฯ สรุปว่า การอัปเกรดครั้งล่าสุดที่ถูกติดตั้งให้กับฝูงเครื่องบินขับไล่ล่องหน Lockheed Martin F-35 Lightning II ยังไม่สามารถมอบขีดความสามารถด้านการรบใหม่ตามที่ตั้งเป้าไว้ได้ ก่อนหน้านี้ในปี 2024 บริษัท Lockheed Martin ได้ดำเนินการอัปเกรดฝูงบิน F-35 รุ่นที่ 5 ด้วยแพ็กเกจซอฟต์แวร์ Technology Refresh 3 (TR-3) อย่างไรก็ตาม รายงานปี 2025 จากสำนักงาน Director of Operational Test and Evaluation (DOT&E) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า ระบบอาจยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพจนถึงปี 2031

ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลอย่างชัดเจน โดยงบประมาณปี 2026 ของ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) มีแผนลดการจัดหาเครื่อง F-35A ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ลงถึง 45% ตามรายงานของ Defense News ขณะเดียวกัน USAF กำลังเพิ่มงบประมาณให้กับโครงการเครื่องบินรบยุคที่ 6 Next Generation Air Dominance (NGAD) อย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจมีการจัดสรรงบสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ประเทศพันธมิตรที่ใช้งาน F-35 อย่าง แคนาดา, สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ก็กำลังทบทวนจำนวนคำสั่งซื้อของตนอีกครั้ง ขณะที่บางดีลการขายที่กำลังพิจารณาอยู่ เช่น สเปน และ โปรตุเกส ก็ไม่เดินหน้าต่อเช่นกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องประสิทธิภาพที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเท่านั้น เพราะซอฟต์แวร์ใหม่ที่เคยถูกโฆษณาว่าจะเพิ่มพลังประมวลผล 37 เท่า และเพิ่มหน่วยความจำ 20 เท่า กลับแทบไม่สามารถใช้งานได้จริงตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งาน หลังการส่งมอบครั้งแรก กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังผลักดันให้มีการประกาศว่าระบบดังกล่าวยัง ไม่เหมาะสำหรับการทดสอบปฏิบัติการเต็มรูปแบบ (Dedicated Operational Testing) อีกด้วย ปัจจุบัน กระบวนการทดสอบล่าช้ากว่ากำหนดไปแล้ว 3 ปี ขณะที่ซอฟต์แวร์ TR-3 ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการ Fly-Fix-Fly ที่ฐานทัพอากาศ Edwards Air Force Base เพื่อแก้ไขปัญหาการล่มของระบบและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้าเต็มกำลังสู่โครงการ NGAD

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ยังไม่สามารถประกาศให้การอัปเกรด TR-3 ของเครื่อง Lockheed Martin F-35 Lightning II อยู่ในสถานะ “พร้อมปฏิบัติภารกิจ” (Mission-Ready) ได้ จนกว่ากระบวนการทดสอบที่กำลังดำเนินอยู่จะเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้ฝูงบิน F-35 ในปัจจุบันยังถูกจำกัดความสามารถในหลายด้าน เช่น สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) และระบบเซ็นเซอร์ขั้นสูง สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีรายงานว่า F-35 บางลำถูกส่งมอบโดย ไม่มีระบบเรดาร์ติดตั้งมาด้วย ทั้งที่โครงการ Joint Strike Fighter (JSF) เคยถูกยกให้เป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของอำนาจทางอากาศสำหรับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร แต่ปัจจุบันกลับเผชิญแรงวิจารณ์อย่างหนักจากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ยังไม่สามารถประกาศให้การอัปเกรด TR-3 ของเครื่อง Lockheed Martin F-35 Lightning II อยู่ในสถานะ “พร้อมปฏิบัติภารกิจ” (Mission-Ready) ได้ จนกว่ากระบวนการทดสอบที่กำลังดำเนินอยู่จะเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้ฝูงบิน F-35 ในปัจจุบันยังถูกจำกัดความสามารถในหลายด้าน เช่น สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) และระบบเซ็นเซอร์ขั้นสูง สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีรายงานว่า F-35 บางลำถูกส่งมอบโดย ไม่มีระบบเรดาร์ติดตั้งมาด้วย ทั้งที่โครงการ Joint Strike Fighter (JSF) เคยถูกยกให้เป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของอำนาจทางอากาศสำหรับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร แต่ปัจจุบันกลับเผชิญแรงวิจารณ์อย่างหนักจากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

การโยกงบประมาณจากโครงการ F-35 ยังอาจช่วยเร่งการพัฒนาโครงการ NGAD รวมถึงโครงการ Collaborative Combat Aircraft (CCA) หรือโดรนผู้ช่วยรบแบบ Loyal Wingman ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของการพัฒนาต้นแบบ แม้เครื่อง F-47 ลำแรกจะยังไม่มีกำหนดขึ้นบินก่อนปี 2028 แต่ด้วยแผนงานเชิงรุกของสหรัฐฯ หากสามารถดำเนินโครงการได้ตามเป้าหมายภายในปี 2030 สหรัฐฯ อาจกลายเป็นประเทศแรกที่มีเครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 6 ที่พร้อมรบและทำงานร่วมกับฝูงโดรน CCA ได้จริง

มุมมองจากภาพรวมที่ระดับ 30,000 ฟุต

ผลการประเมินการทดสอบล่าสุดสะท้อนแนวโน้มเดิมที่ตามหลอกหลอนโครงการ Lockheed Martin F-35 Lightning II มาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือปัญหาด้านซอฟต์แวร์ โดยรายงานปี 2025 จากสำนักงาน Director of Operational Test and Evaluation (DOT&E) ระบุว่า ซอฟต์แวร์ TR-3 รุ่น 40R02 อยู่ในสภาพที่ แทบไม่สามารถใช้งานได้ตลอดเกือบทั้งปี เช่นเดียวกับเวอร์ชันก่อนหน้าอย่าง TR-2 รุ่น 30R08 นอกจากนี้ ปัญหาความเสถียรของระบบที่เกิดขึ้นพร้อมกันยังทำให้การอัปเกรดใหม่ของ F-35 ไม่มีประสิทธิภาพมากพอแม้แต่จะเริ่มกระบวนการทดสอบการใช้งานจริงได้

รายงานประเมินชี้ถึง 3 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ผลการทดสอบออกมาในเชิงลบ โดยข้อแรกคือ ซอฟต์แวร์ของโครงการ Joint Strike Fighter (JSF) เกิดอาการล่ม (Crash) และมีปัญหาความเสถียรเรื้อรังอยู่บ่อยครั้ง จนขัดขวางหรือกระทบต่อการบินและการทดสอบ ข้อที่สอง ซอฟต์แวร์เวอร์ชันดังกล่าว ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการรบใหม่ได้เลยตลอดปี 2025 และข้อสุดท้าย การทดสอบอย่างต่อเนื่องยังตรวจพบข้อบกพร่องเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตต้องแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมก่อนที่ TR-3 จะสามารถถูกนำไปใช้ในภารกิจการรบได้จริง

สถานการณ์นี้ทำให้ กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ต้องใช้งานเครื่อง F-35 ด้วยซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถถูกจำกัด ซึ่งเพียงพอสำหรับภารกิจฝึกบิน แต่ยังไม่สามารถใช้งานคุณสมบัติสำคัญด้านการรบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ Block 4 ภายใต้แพลตฟอร์ม TR-3 เดิมถูกวางให้เป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่สำหรับฝูงบิน F-35 แต่จนถึงขณะนี้ ระบบส่วนใหญ่ยังคงถูกปิดใช้งานหรือทำงานได้จำกัดอย่างมาก หนึ่งในระบบที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ เรดาร์ และระบบกล้องตรวจจับหรือ Electro-Optical Sensors ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของขีดความสามารถการรบของเครื่องบินรุ่นนี้

Block Four คืออะไร?

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ถูกคาดหวังจากการอัปเกรดซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ของ Lockheed Martin F-35 Lightning II หรือที่มีชื่อเล่นว่า “Fat Amy” คือการเพิ่มขีดความสามารถด้าน พลังการประมวลผล (Computational Horsepower) อย่างมหาศาล แนวคิดสำคัญคือการใช้ อัลกอริทึมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลบนเครื่องบิน ทำให้ F-35 สามารถทำหน้าที่เป็น “ควอเตอร์แบ็กแห่งสนามรบ” (Battlefield Quarterback) ตามแนวคิดดั้งเดิม กล่าวคือเป็นศูนย์กลางรวบรวม วิเคราะห์ และกระจายข้อมูลการรบให้กับหน่วยต่างๆ ในสนามรบ อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติภารกิจหลักในฐานะเครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 ชั้นนำของกองทัพอากาศกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับการอัปเกรด Block Four ภายใต้แพลตฟอร์ม TR-3 เดิมมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถของเรดาร์ AN/APG-85 Active Electronically Scanned Array (AESA) อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับอาวุธโจมตีแม่นยำระยะไกลรุ่นใหม่ได้หลากหลายขึ้น และอาจรวมถึงการเชื่อมต่อกับ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Missiles) ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัญหาซอฟต์แวร์ที่ยังขาดเสถียรภาพและมีข้อบกพร่องจำนวนมาก ทำให้ความสามารถดังกล่าวยังคง ถูกปิดใช้งาน (Locked Out) สำหรับ กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์

การอัปเกรด Block Four ยังถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Next Generation Distributed Aperture System (DAS) อย่างมาก ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความสามารถด้านการตรวจจับและติดตามด้วยภาพอินฟราเรดที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงตัวเครื่อง Lockheed Martin F-35 Lightning II มีฮาร์ดแวร์ที่พร้อมรองรับระบบดังกล่าวติดตั้งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับระบบเรดาร์ของ F-35 แม้อุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหมดจะถูกติดตั้งไว้ครบ แต่ซอฟต์แวร์ในแพ็กเกจ TR-3 ยังไม่สามารถเปิดใช้งานความสามารถเหล่านี้ได้ จนกว่าปัญหาของระบบจะได้รับการแก้ไข

ปัจจุบัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) คาดหวังว่าซอฟต์แวร์ที่มีความพร้อมรบเต็มรูปแบบจะแล้วเสร็จภายในช่วงปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน แผนการปรับปรุง Block Four ก็ถูกปรับแนวทางใหม่และลดขอบเขตบางส่วนลง เพื่อให้สามารถส่งมอบได้ตามแผนและมีความคาดการณ์ได้มากขึ้น อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการอัปเกรดแกนเครื่องยนต์ (Engine Core Upgrade – ECU) ของ Pratt & Whitney ซึ่งเดิมมีเป้าหมายเพิ่มกำลังไฟฟ้าและประสิทธิภาพการระบายความร้อนให้ระบบ แต่ขณะนี้ถูกเลื่อนออกไปอย่างเร็วที่สุดถึงปี 2030 ในระยะสั้น Lockheed Martin จะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบอาวุธ เรดาร์ และเซ็นเซอร์อื่นๆ ก่อน อย่างไรก็ตาม ด้วยความล่าช้าของโครงการ ECU รายงานของ Breaking Defense ระบุว่า Block Four จะยังไม่สมบูรณ์เต็มรูปแบบก่อนปี 2031 เป็นอย่างน้อย

F-35 กับปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่จบ

หนึ่งในปัญหาที่มีรายงานออกมาคือระบบกล้อง 360 องศา DAS (Distributed Aperture System) เกิดอาการค้างหรือหยุดทำงานเป็นบางครั้ง ระบบนี้คือการรวมภาพจากเซ็นเซอร์ EO/IR (Electro-Optical/Infrared) รอบตัวเครื่อง เพื่อให้ นักบินของ Lockheed Martin F-35 Lightning II สามารถมองทะลุผ่านด้านล่างของเครื่องบินได้ผ่านหมวกนักบิน HMDS (Helmet Mounted Display System) ก่อนหน้านี้ Lockheed Martin เคยโฆษณาว่าการทำงานร่วมกันของ HMDS III และ DAS จะมอบมุมมองแบบ “God’s Eye View” หรือมุมมองรอบทิศทางเสมือนเห็นทุกอย่างจากเบื้องบน แต่ปัจจุบันระบบดังกล่าวยังถูกจำกัดให้ใช้ได้เพียงสำหรับการฝึก และยังไม่พร้อมสำหรับภารกิจรบเต็มรูปแบบ

อีกหนึ่งด้านสำคัญที่โครงการ Joint Strike Fighter (JSF) ตั้งใจใช้สร้างความเหนือชั้นจากเครื่องบินรุ่นเก่า คือระบบ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) แต่ปัญหาของ TR-3 ก็ส่งผลกระทบต่อระบบ AN/ASQ-239 เช่นกัน ระบบนี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เสมือน โล่ป้องกันดิจิทัล โดยมีความสามารถในการตรวจจับเซ็นเซอร์ของฝ่ายตรงข้ามและรบกวนสัญญาณ แต่ภายใต้ข้อจำกัดปัจจุบัน ระบบยังทำได้เพียงการตรวจจับภัยคุกคามพื้นฐานจากเรดาร์ล็อกเป้า เช่น ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ หรือเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะเป็นความสามารถด้านการโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงตามที่เคยสัญญาไว้

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาวุธและได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของ TR-3 คือการที่ F-35 ยังไม่สามารถใช้งานรางติดตั้งขีปนาวุธแบบใหม่ “Sidekick” ได้ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความจุอาวุธภายในเครื่อง จากเดิมบรรทุกขีปนาวุธ AIM-120D3 หรืออาวุธตระกูล Joint Strike ได้ 4 ลูก เพิ่มเป็น 6 ลูก โดยไม่กระทบคุณสมบัติล่องหน นอกจากนี้ หน่วยประมวลผลหลักรุ่นใหม่ที่ติดตั้งเข้ามายังมีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ตัวเครื่องยังเผชิญปัญหา ความร้อนสูงเกินไป (Overheating) เนื่องจากระบบต่างๆ ต้องดึงพลังงานจำนวนมากจากเครื่องยนต์ Pratt & Whitney F135 เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับระบบภายในเครื่องบิน

ภาระที่ลุกลามสู่พันธมิตรทั่วโลก

สายการผลิต Lockheed Martin F-35 Lightning II ได้ส่งมอบเครื่องบินไปแล้วมากกว่า 1,300 ลำ ซึ่งปัจจุบันประจำการอยู่ใน 3 เหล่าทัพของสหรัฐฯ และอีก 19 ประเทศพันธมิตร ที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าและข้อจำกัดของระบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความพร้อมรบเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเริ่มสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ใช้งานทั่วโลก หลายประเทศที่มอง F-35 เป็นก้าวสำคัญของยุคใหม่ด้านอำนาจทางอากาศ ได้ทยอยปลดประจำการเครื่องบินรุ่นเก่าและเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 ไปแล้ว ส่งผลให้บางประเทศต้องเผชิญปัญหาด้านความพร้อมของฝูงบินโดยรวมอย่างต่อเนื่อง

ประเทศอย่าง Denmark และ Belgium ได้ให้คำมั่นว่าจะส่งมอบเครื่องบิน General Dynamics F-16 Fighting Falcon รุ่นเก่าให้กับยูเครน แต่เนื่องจากเครื่อง F-35 รุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศมาถึงล่าช้า หรืออยู่ในสถานะที่ใช้เพื่อการฝึกเท่านั้น ทำให้ต้องยืดอายุการใช้งานของ F-16 ออกไป ส่งผลให้การส่งมอบเครื่องบินให้ยูเครนล่าช้าตามไปด้วย ตามรายงานของ Air and Space Forces Magazine ระบุว่า เดนมาร์กถึงขั้นต้องเรียกเครื่อง TR-2 รุ่นเก่าจำนวน 6 ลำ กลับจากฐานทัพ Luke Air Force Base มายังประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพพื้นฐานด้านการฝึกนักบิน ระหว่างรอเครื่อง TR-3 ที่พร้อมรบจริง ซึ่งยังติดอยู่ในกระบวนการทดสอบ

ด้าน Israel ซึ่งเป็นผู้ใช้งาน F-35 ในภารกิจการรบจริงมากที่สุด ผ่านเครื่อง F-35I Adir กำลังรับมือกับสถานการณ์ในอีกแนวทางหนึ่ง แม้จะได้รับเครื่องบินใหม่เพิ่มเติมล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากอิสราเอลได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถติดตั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ภายในประเทศของตนเองได้ ทำให้สามารถปรับแต่งระบบบางส่วนได้ตามความต้องการ ตามรายงานของ Jerusalem Post เครื่อง TR-2 ยังคงเป็นกำลังหลักในภารกิจสำคัญ เนื่องจากมีระบบปฏิบัติการที่มีเสถียรภาพมากกว่า ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศอิสราเอล (IAF) ยังหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ของระบบอาวุธรุ่นใหม่ ด้วยการใช้อาวุธรุ่นเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น JDAM ผ่านจุดติดตั้งอาวุธใต้ปีก เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา
https://simpleflying.com/pentagon-declared-f-35s-critical-upgrade-predominately-unusable/

ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Related Articles

Leave a Comment