Home NewsProject Sunrise ของ Qantas เลื่อนอีกครั้ง หลังปัญหาซัพพลายเชนกระทบ Airbus A350-1000ULR

Project Sunrise ของ Qantas เลื่อนอีกครั้ง หลังปัญหาซัพพลายเชนกระทบ Airbus A350-1000ULR

by ThaiAero Admin

เครื่องบิน Airbus A350-1000 รุ่น Ultra Long Range (ULR) ที่หลายฝ่ายจับตามอง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเข้าประจำการในฝูงบินของ Qantas กำลังเผชิญความล่าช้าอีกครั้ง เนื่องจากปัญหา “Supply Chain” ที่ Airbus ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อช่วงต้นวันจันทร์ว่า เครื่องบิน A350-1000ULR ลำแรก คาดว่าจะถูกส่งมอบในช่วงต้นปี 2027 ซึ่งล่าช้าจากแผนเดิมที่ตั้งเป้าส่งมอบภายในช่วงปลายปีนี้

เครื่องบินรุ่นดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการ Project Sunrise ซึ่งมีเป้าหมายสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นเที่ยวบินพาณิชย์แบบ บินตรงไม่แวะพัก (Nonstop) จาก Sydney ประเทศออสเตรเลีย ไปยัง London สหราชอาณาจักร และ New York City โครงการนี้ใช้เวลาพัฒนานานกว่าหนึ่งทศวรรษ และต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายครั้ง ทั้งจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอากาศยานทั่วโลกที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง แม้อุตสาหกรรมการบินพาณิชย์กำลังทยอยกลับสู่ระดับการผลิตก่อนยุคการแพร่ระบาดแล้วก็ตาม

Qantas มุ่งสร้างประวัติศาสตร์การบินด้วยโครงการ Project Sunrise

เครื่องบิน A350-1000ULR รุ่นใช้งานจริงลำแรก ได้ออกจากโรงประกอบที่เมือง Toulouse เมื่อเดือนที่ผ่านมา แม้กำหนดส่งมอบเครื่องลำแรกจะถูกเลื่อนออกไป แต่ Qantas ยังคงคาดหวังว่า Airbus จะสามารถเร่งกำลังการผลิตกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ามีเครื่อง A350-1000ULR จำนวน 5 ลำ เข้าประจำการภายในเดือน พฤศจิกายน 2027 สายการบินระบุว่า จะเริ่มเปิดให้บริการเส้นทางบินพิเศษนี้ เมื่อมีเครื่องบินอย่างน้อย 3 ลำเดินทางถึงออสเตรเลีย และผ่านการตรวจสอบทั้งหมดก่อนเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์

ความล่าช้าของเครื่องบินลำแรก ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เที่ยวบินดังกล่าวจะยังไม่เริ่มให้บริการจนกว่าจะถึงช่วงปลายปีหน้า โดย Qantas กำลังเดิมพันกับเส้นทางบินพิเศษนี้เพื่อช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดระหว่างประเทศ ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งใน อิหร่าน ยังคงสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการบินและอวกาศ โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนตามสถานการณ์ทางการทูตที่เปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

Bloomberg รายงานว่า หุ้นของ Qantas ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.9% หลังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน ที่มุ่งสู่ข้อตกลงเพื่อยุติ Operation Epic Fury และลดความตึงเครียดของสถานการณ์ลง ด้านสายการบิน Qantas ได้กล่าวถึงความล่าช้าดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ที่ Bloomberg News ได้รับมาเช่นกัน

“เรายังคงทำงานร่วมกับ Airbus อย่างใกล้ชิดในกระบวนการส่งมอบและการรับรองต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถเริ่มให้บริการเที่ยวบินระยะไกลพิเศษ (Ultra Long Haul) ที่จะสร้างประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้” — แถลงการณ์จาก Qantas

การสร้าง A350 ULR: มากกว่าเครื่องบินลำตัวกว้างทั่วไป

สายการบิน Singapore Airlines เป็นผู้ให้บริการเครื่องบิน A350-900ULR อย่างมีชื่อเสียง โดยใช้ปฏิบัติการในเส้นทางบินระหว่างสนามบิน Singapore Changi (SIN) และ John F. Kennedy International Airport (JFK) รวมถึง Newark Liberty International Airport (EWR) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในเส้นทางบินพาณิชย์ที่ยาวที่สุดในโลก และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มให้บริการในปี 2018 อย่างไรก็ตาม Qantas ต้องการก้าวไปไกลกว่านั้น โดย A350-1000ULR ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ Qantas ได้ต่อยอดจากเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้วจากเครื่องบินรุ่นบุกเบิกเหล่านี้

การทำให้เครื่องบินมีพิสัยบินไกลเป็นพิเศษไม่ได้มีเพียงการเพิ่มถังเชื้อเพลิงเท่านั้น A350-1000 มีข้อได้เปรียบจากการเป็นเครื่องบินลำตัวกว้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรุ่นหนึ่งที่ยังอยู่ในสายการผลิตปัจจุบัน อีกทั้งยังใช้เครื่องยนต์และหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถใช้เชื้อเพลิงเพิ่มเติมได้อย่างคุ้มค่า นอกจากข้อกำหนดด้านสมรรถนะและระบบทางกลแล้ว ยังต้องมีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารอีกหลายด้าน เพื่อให้ผู้โดยสารไม่เพียงแค่เดินทางรอดจากเที่ยวบินที่อาจใช้เวลานานกว่า 22 ชั่วโมง แต่ต้องสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายตลอดการเดินทางด้วย

องค์ประกอบทางวิศวกรรมสำคัญอีกสองประการของเครื่องบินรุ่นนี้ ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารอย่างชัดเจน ได้แก่ แรงดันภายในห้องโดยสารที่ต่ำกว่าเครื่องบินรุ่นเก่า และ ระดับเสียงภายในห้องโดยสารที่เงียบกว่าเดิมมาก โดยโครงสร้างลำตัวแบบวัสดุคอมโพสิตรุ่นใหม่สามารถรองรับแรงดันได้สูงกว่า ส่งผลให้สามารถลดระดับ Cabin Altitude จาก 8,000 ฟุต เหลือ 6,000 ฟุต ช่วยลดอาการขาดน้ำ (Dehydration) และลดผลกระทบด้านความเหนื่อยล้าสะสมต่อร่างกายระหว่างเที่ยวบินระยะไกลได้อย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในห้องโดยสารยังถูกออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ด้วยการจัดจำนวนที่นั่งให้น้อยกว่าเครื่องบิน A350-1000 รุ่นทั่วไป ไม่เพียงเพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่งระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้โดยสารทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น สามารถยืดเหยียดและเดินทางได้สะดวกสบายกว่าเดิมตลอดเที่ยวบินที่ใช้เวลานานมากเป็นพิเศษอีกด้วย

ภายในยุคใหม่ของการเดินทางรอบโลกกับ Qantas

เครื่องบิน A350-1000 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 350 คน แต่ Qantas เลือกจำกัดจำนวนที่นั่งของฝูงบินรุ่นพิเศษนี้ไว้เพียง 238 ที่นั่ง เพื่อให้ผู้โดยสารแต่ละคนได้รับพื้นที่มากขึ้นอย่างชัดเจน ที่นั่งชั้นประหยัด (Economy) จะมีระยะห่างระหว่างแถว (Seat Pitch) กว้างถึง 33 นิ้ว ซึ่งถือว่ามากกว่ามาตรฐานทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมี ห้องสวีทส่วนตัวแบบปิดมิดชิดจำนวน 6 ห้อง ที่ได้รับการออกแบบให้มีบรรยากาศคล้าย “ห้องพักโรงแรมบนท้องฟ้า” สำหรับชั้นธุรกิจ จะมี Private Pod จำนวน 52 ที่นั่ง พร้อมประตูเลื่อนเพิ่มความเป็นส่วนตัว ติดตั้งเตียงแบบปรับนอนราบ (Lay-flat Bed) ระบบไฟ Ambient Lighting ที่ออกแบบเฉพาะ รวมถึงพื้นที่รับประทานอาหารขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางระยะไกลพิเศษ

ระหว่างห้องโดยสาร Premium Economy และ Economy จะมีพื้นที่ส่วนกลางพิเศษที่ไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง (Zero-Revenue Area) ซึ่งเปิดให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถเข้าใช้งานได้ พื้นที่ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้มีจุดจับบริเวณผนังและพื้นผิวเฉพาะสำหรับการยืดเหยียดร่างกาย นอกจากนี้ยังมี จุดบริการน้ำดื่มแบบบริการตนเอง (Hydration Station) และมุมอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และลดความเสี่ยงของภาวะ ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis: DVT) ระหว่างเที่ยวบินที่อาจใช้เวลานานกว่า 20 ชั่วโมง

ที่มา
https://simpleflying.com/qantas-project-sunrise-delayed-again-supply-chain-issues-plague-airbus-a350-1000ulrs/

ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Related Articles

Leave a Comment