Home NewsFAA ยิงเลเซอร์ทางทหารใส่ Boeing 767 นาน 8 วินาที: เกิดอะไรขึ้น?

FAA ยิงเลเซอร์ทางทหารใส่ Boeing 767 นาน 8 วินาที: เกิดอะไรขึ้น?

by Thai Aero Admin

การทดสอบเลเซอร์กับเครื่องบิน Boeing 767 ของ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้เปลี่ยนเหตุการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนที่วุ่นวาย ให้กลายเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญด้านความปลอดภัยการบิน หลังจากมีการใช้เลเซอร์ทางทหารใกล้เมืองเอลปาโซโดยไม่มีการประสานงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งรบกวนน่านฟ้าพลเรือนและมีรายงานว่าส่งผลให้โดรนของหน่วยงานรัฐบาลฝ่ายเดียวกันตก หน่วยงานกำกับดูแลและเจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมจึงต้องการหลักฐานยืนยันว่า ระบบเลเซอร์ต้านโดรนสามารถใช้งานใกล้ระบบน่านฟ้าแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องบินโดยสาร

หลักฐานดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนามทดสอบ White Sands Missile Range ซึ่ง FAA และพันธมิตรด้านกลาโหมได้ทดสอบระบบเลเซอร์ขนาดใหญ่ของกองทัพบกสหรัฐฯ อย่าง AMP-HEL กับโครงลำตัว Boeing 767 ที่จอดอยู่บนพื้น โดยเลเซอร์ถูกยิงใส่นานสูงสุดถึง 8 วินาทีในระยะทำการสูงสุด และไม่มีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างอากาศยาน ที่สำคัญกว่านั้น การทดสอบยังแสดงให้เห็นว่า ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ การเชื่อมต่อข้อมูลจราจรทางอากาศ และขั้นตอนการยิงที่เข้มงวด สามารถป้องกันไม่ให้ลำแสงสร้างความเสี่ยงเกินควรต่ออากาศยานได้ ผลลัพธ์ดังกล่าวนำไปสู่ข้อตกลงด้านความปลอดภัยระหว่าง FAA และหน่วยงานกลาโหม ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 เพื่อเปิดทางให้มีการใช้งานระบบเลเซอร์อย่างควบคุมได้ตามแนวชายแดนทางใต้ของสหรัฐฯ

Military-Grade Laser System คืออะไร?

ระบบเลเซอร์ระดับทางทหาร (Military-Grade Laser System) คืออาวุธพลังงานกำกับทิศทาง (directed-energy weapon) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เป้าหมายหยุดทำงานหรือถูกทำลายด้วยลำแสงเข้มข้น แทนการใช้อาวุธแบบดั้งเดิมอย่างขีปนาวุธ กระสุน หรือวัตถุระเบิด ในกรณีนี้ ระบบที่เกี่ยวข้องคือเลเซอร์พลังงานสูงสำหรับต่อต้านโดรน ซึ่งจะโฟกัสลำแสงพลังสูงไปยังจุดเล็ก ๆ บนตัวโดรนเป็นเวลานานพอที่จะสร้างความร้อน เผา ทำให้เซ็นเซอร์มองไม่เห็น หรือสร้างความเสียหายต่อชิ้นส่วนสำคัญของอากาศยานไร้คนขับได้

ความแตกต่างสำคัญจากเลเซอร์พอยน์เตอร์ทั่วไปคือ “ระดับพลังงาน” และ “ระบบควบคุม” เลเซอร์แบบมือถือทั่วไปมีหน่วยกำลังเพียงระดับมิลลิวัตต์ ขณะที่ระบบของกองทัพสหรัฐฯ มีระดับพลังงานเป็นกิโลวัตต์ ซึ่งหมายความว่าสามารถปล่อยพลังงานได้สูงกว่ามหาศาล อย่างไรก็ตาม พลังงานเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทั้งหมดของระบบ เพราะเลเซอร์ทางทหารยังประกอบด้วยเซ็นเซอร์ ซอฟต์แวร์ติดตามเป้าหมาย ระบบเล็ง ระบบรักษาเสถียรภาพ อุปกรณ์ตัดการทำงานด้านความปลอดภัย และระบบเชื่อมต่อควบคุมสั่งการอีกด้วย

สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาวุธดังกล่าวจำเป็นต้องรักษาลำแสงให้จับอยู่กับเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ ซึ่งหลายครั้งอาจยิงจากแท่นยิงที่กำลังเคลื่อนที่หรือใช้งานท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย สำหรับการต่อต้านโดรน เป้าหมายหลักมักเป็นการสร้างความเสียหายต่อมอเตอร์ แบตเตอรี่ เซ็นเซอร์ หรือโครงสร้างอากาศยาน โดยไม่ต้องใช้อาวุธกระสุนแบบดั้งเดิม ความกังวลด้านการบินจึงเห็นได้ชัด เพราะเลเซอร์ที่ทรงพลังมากพอจะยิงโดรนตก ย่อมไม่ควรถูกใช้งานอย่างไม่ระมัดระวังใกล้สนามบินขนาดใหญ่ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การทดสอบของ FAA มุ่งเน้นไม่ใช่เพียงว่าลำแสงทำงานได้หรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่าระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ การประสานงานด้านน่านฟ้า และข้อจำกัดในการเล็งเป้าหมาย จะสามารถป้องกันไม่ให้อากาศยานตกอยู่ในอันตรายได้หรือไม่

ทำไม FAA ต้องตรวจสอบเรื่องนี้?

การทดสอบนี้มีความจำเป็น เพราะระบบเลเซอร์ระดับทางทหารไม่ใช่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยสนามบินทั่วไป แต่เป็นอาวุธพลังงานกำกับทิศทางที่มีพลังสูง ซึ่งถูกเสนอให้นำมาใช้งานใกล้น่านฟ้าพลเรือน และแม้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงทั้งด้านความปลอดภัย กฎระเบียบ และความเชื่อมั่นของสาธารณชน นี่จึงเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง และนำไปสู่การวางแผนทดสอบระบบดังกล่าว ความเร่งด่วนของเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่เมืองเอลปาโซเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งมีรายงานว่าการใช้งานเลเซอร์ทางทหารใกล้ฐานทัพ Fort Bliss โดยไม่มีการประสานงาน ได้บังคับให้ต้องจำกัดน่านฟ้ารอบสนามบิน El Paso International Airport (ELP) อย่างกะทันหัน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินพาณิชย์และภารกิจขนส่งทางการแพทย์ อีกทั้งยังสร้างความกังวลอย่างมาก หลังมีโดรนของหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ถูกยิงตกโดยไม่ตั้งใจ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริง แต่ก็อาจสร้างความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ หากถูกใช้งานโดยปราศจากการประสานงานและมาตรการควบคุมที่เหมาะสม FAA จึงต้องการ “หลักฐาน” มากกว่าการคาดเดา หน่วยงานจำเป็นต้องเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเลเซอร์พลังงานสูงถูกยิงใกล้โครงสร้างอากาศยาน ลำแสงจะยังคงเป็นอันตรายได้ไกลเพียงใด และระบบตัดการทำงานอัตโนมัติจะสามารถป้องกันสถานการณ์ไม่ปลอดภัยได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่

การทดสอบกับโครงลำตัว Boeing 767 ที่จอดอยู่บนพื้นช่วยตอบคำถามสำคัญที่สุดของสาธารณชนได้โดยตรงว่า เลเซอร์ประเภทนี้สามารถสร้างความเสียหายต่อเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นคือเรื่องการปฏิบัติการ เพราะบริเวณชายแดนทางใต้ของสหรัฐฯ เผชิญกับการรุกล้ำของโดรนอยู่บ่อยครั้ง และกองทัพต้องการเครื่องมือที่สามารถจัดการภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้น FAA ก็ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของอากาศยานพลเรือน การทดสอบครั้งนี้จึงมีขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่า ระบบเลเซอร์ต้านโดรนสามารถใช้งานภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดได้ โดยไม่จำเป็นต้องปิดสนามบินใกล้เคียงโดยอัตโนมัติ

หน่วยงานกำกับดูแลทำการทดสอบเลเซอร์กับ Boeing 767 อย่างไร?

วิธีการทดสอบถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามด้านความปลอดภัยการบินในขอบเขตที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง โดยความกังวลหลักของนักวิเคราะห์และผู้สืบสวนคือการหาข้อสรุปว่า การใช้เลเซอร์ต้านโดรนพลังงานสูงจะส่งผลอย่างไรต่อโครงสร้างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับอากาศยานภายใต้สภาวะควบคุม การทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นที่สนามทดสอบ White Sands Missile Range ซึ่ง FAA และพันธมิตรด้านกลาโหมได้นำระบบเลเซอร์ AMP-HEL กำลัง 20 กิโลวัตต์ของกองทัพบกสหรัฐฯ มาทดสอบในสภาพแวดล้อมเสมือนการใช้งานจริง

การทดสอบถูกดำเนินการห่างไกลจากเส้นทางการบินพลเรือน แต่ยังคงใช้ขั้นตอนที่จำลองข้อจำกัดในการปฏิบัติการจริง ส่วนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของการทดสอบทั้งหมด คือการยิงเลเซอร์ใส่โครงลำตัว Boeing 767 ที่จอดอยู่บนพื้นเป็นเวลาประมาณ 8 วินาที ในระยะทำการสูงสุด จากนั้นผู้สืบสวนได้ตรวจสอบว่า ลำแสงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้าง การทะลุทะลวง การลุกไหม้ หรือความเสียหายที่มองเห็นได้บนผิวอากาศยานหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะตัว Boeing 767 เท่านั้น

การทดสอบยังครอบคลุมถึงระบบความปลอดภัยของเลเซอร์ด้วย โดยระบบถูกเชื่อมต่อกับตรรกะการตัดการทำงานอัตโนมัติ ระบบควบคุมการติดตามเป้าหมาย และข้อมูลประสานงานด้านน่านฟ้า ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ลำแสงถูกยิงออกไป เว้นแต่เงื่อนไขด้านความปลอดภัยหลายประการจะได้รับการยืนยันครบถ้วน ในทางปฏิบัติ ระบบต้องสามารถยืนยันได้ว่ากำลังเล็งไปที่ใด กำลังติดตามเป้าหมายใด และน่านฟ้ารอบข้างปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้น วิธีการทดสอบจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการทดสอบผลกระทบทางกายภาพกับการตรวจสอบระบบความปลอดภัยในการปฏิบัติการ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การพิสูจน์ว่าเลเซอร์ “ไม่เป็นอันตราย” แต่เพื่อกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่าระบบดังกล่าวสามารถใช้งานใกล้น่านฟ้าพลเรือนได้อย่างปลอดภัยภายใต้ข้อกำหนดใดบ้าง

ผลลัพธ์สำคัญจากการทดสอบครั้งนี้คืออะไร?

ผลลัพธ์สำคัญที่สุดของการทดสอบคือ เลเซอร์กำลัง 20 กิโลวัตต์ไม่ได้สร้างความเสียหายโดยตรงต่อโครงลำตัว Boeing 767 ที่จอดอยู่บนพื้น แม้จะถูกยิงนานถึง 8 วินาทีในระยะทำการสูงสุด ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยตอบข้อกังวลหลักด้านความปลอดภัยการบินในกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าหากลำแสงเลเซอร์สัมผัสกับตัวอากาศยานโดยไม่ตั้งใจ จะส่งผลต่อผิวโครงสร้างของเครื่องบินอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอยู่ในด้านกฎระเบียบ มากกว่าด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว FAA และหน่วยงานด้านกลาโหมได้ข้อสรุปว่า ระบบเลเซอร์ต้านโดรนพลังงานสูงสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยภายในระบบน่านฟ้าแห่งชาติของสหรัฐฯ หากอยู่ภายใต้ขั้นตอนประสานงานที่เข้มงวด ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ การรับรู้สถานการณ์ด้านน่านฟ้า และข้อจำกัดการปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติล่วงหน้า การทดสอบยังแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “พลังของเลเซอร์” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “วิธีควบคุมระบบ” ด้วย

ด้วยการผสานระบบลงคะแนนด้านความปลอดภัย ตรรกะการติดตามเป้าหมาย และการประสานงานด้านจราจรทางอากาศเข้าด้วยกัน ระบบจะสามารถป้องกันไม่ให้เลเซอร์ทำงานเมื่อมีอากาศยานอยู่ใกล้ หรือเมื่อเงื่อนไขการเล็งเป้าหมายยังไม่เหมาะสม ท้ายที่สุด การสาธิตครั้งนี้ช่วยให้ FAA และกองทัพสามารถเปลี่ยนจากการตอบสนองแบบฉุกเฉิน ไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานอย่างเป็นระบบ ตามรายงานของ Army Technology โดยในอนาคต การติดตั้งระบบเลเซอร์ใกล้ฐานทัพตามแนวชายแดนจะไม่จำเป็นต้องสั่งปิดสนามบินใกล้เคียงโดยอัตโนมัติอีกต่อไป ตราบใดที่การปฏิบัติการยังอยู่ภายใต้ขอบเขตความปลอดภัยที่ผ่านการทดสอบแล้ว

ที่มา
https://simpleflying.com/faa-fired-military-laser-boeing-767-8-seconds-what-happened/

Related Articles

Leave a Comment