Home NewsLufthansa เจอเหตุซ้ำ Boeing 747 สองเที่ยวบิน ลงจอดฉุกเฉินใน 24 ชั่วโมง

Lufthansa เจอเหตุซ้ำ Boeing 747 สองเที่ยวบิน ลงจอดฉุกเฉินใน 24 ชั่วโมง

by ThaiAero Admin

ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เครื่องบิน Boeing 747-8 ของสายการบิน Lufthansa จำนวน 2 ลำ ซึ่งออกเดินทางจากท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Airport: FRA) มุ่งหน้าสู่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถเดินทางถึงจุดหมายได้ โดยเที่ยวบินทั้งสองในวันที่ 26 และ 27 มิถุนายน 2026 จำเป็นต้องนำเครื่องกลับมาลงจอดไม่นานหลังทะยานขึ้น ขณะที่ยังมีเชื้อเพลิงอยู่เกือบเต็มถัง

บัญชี X ชื่อ Turbine Traveler ได้เผยแพร่วิดีโอของเที่ยวบิน LH402 ซึ่งมีปลายทางที่เมืองนวร์ก (Newark) โดยหลังกลับมาลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต มีรถดับเพลิงหลายคันเข้าประจำการรอบเครื่องบินเพื่อรับมือกับปัญหา ระบบเบรกร้อนจัด (Overheated Brakes) ที่เกิดขึ้นหลังการลงจอดโดยมีน้ำหนักเกิน จากเหตุการณ์ดังกล่าว เที่ยวบิน LH418 เมื่อวันศุกร์ และ LH402 เมื่อวันเสาร์ ซึ่งต้องลงจอดในสภาพน้ำหนักเกิน (Overweight Landing) ต่างถูกยกเลิกในเวลาต่อมา

สุดสัปดาห์เริ่มต้นไม่สวยสำหรับฝูงบิน Boeing 747 ของ Lufthansa

สำหรับเที่ยวบิน LH402 ซึ่งออกเดินทางเมื่อวันเสาร์ไปยังสนามบินนานาชาตินวร์ก ลิเบอร์ตี (Newark Liberty International Airport: EWR) สาเหตุที่ต้องบินกลับคือการตรวจพบกลิ่นคล้ายเบรกไหม้บนเครื่องบิน ลูกเรือรายงานว่าพบกลิ่นดังกล่าวประมาณ 20 นาทีหลังเครื่องขึ้นบิน ก่อนตัดสินใจนำเครื่องบินวกกลับไปยังสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต โดยไม่ทำการปล่อยเชื้อเพลิง (Fuel Dumping) ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากการเกิดเพลิงไหม้ระหว่างการบินถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับอากาศยานทุกประเภท และการใช้เวลาปล่อยเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน Boeing 747 ที่บรรทุกเชื้อเพลิงเกือบเต็มถัง จะยิ่งเพิ่มระยะเวลาที่สถานการณ์อาจทรุดหนักหรือเลวร้ายลงได้ จึงทำให้ลูกเรือตัดสินใจนำเครื่องลงจอดโดยเร็วที่สุด

เมื่อพิจารณาว่าเครื่องบินเพิ่งทะยานขึ้นบินได้ไม่นาน การปล่อยเชื้อเพลิงเพื่อลดน้ำหนักเครื่องบินให้อยู่ในระดับที่สามารถลงจอดได้ อาจต้องใช้เวลานานถึง 20–30 นาที ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นเที่ยวบิน LH418 ที่มุ่งหน้าไปยังสนามบินนานาชาติวอชิงตัน ดัลเลส (Washington Dulles International Airport: IAD) เมื่อวันศุกร์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน อย่างไรก็ตาม รายงานเบื้องต้นระบุว่า เกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency) ขึ้นไม่นานหลังเครื่องบินทะยานขึ้น

ผู้ใช้รายหนึ่งในฟอรัม r/flightradar24 บน Reddit ได้โพสต์ข้อมูลการติดตามเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ของเที่ยวบิน LH418 ขณะทำการลงจอดในสภาพที่มีน้ำหนักเกิน (Overweight Landing) ที่สนามบิน โคโลญจน์–บอนน์ (Cologne Bonn Airport: CGN) เมื่อสามวันก่อน ต่อมา ผู้โดยสารคนหนึ่งที่อยู่บนเที่ยวบินดังกล่าวได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ พร้อมอธิบายสาเหตุที่ทำให้เที่ยวบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน โดยระบุว่า:

“มีทารกคนหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ตอนนี้ดูมีชีวิตชีวาและอาการดีขึ้นมากแล้ว ดังนั้นน่าจะปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เครื่องบินต้องลงจอดทั้งที่ยังมีน้ำหนักเกินโดยไม่ได้ปล่อยเชื้อเพลิง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบชุดล้อสำหรับลงจอด (Landing Gear)”

การตัดสินใจฉุกเฉินบนห้องนักบิน: เมื่อลูกเรือต้องจัดลำดับความสำคัญของสถานการณ์

ขณะที่เที่ยวบิน LH402 บินวนกลับไปยังท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต (FRA) เที่ยวบิน LH418 ได้เปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่ท่าอากาศยานโคโลญจน์–บอนน์ (CGN) โดยเป็นการลงจอดในสภาพที่มีน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกว่า “Heavy Landing” แม้ว่าเครื่องบิน Boeing 747-8 จะติดตั้งระบบปล่อยเชื้อเพลิง (Fuel Jettison) ที่มีประสิทธิภาพ แต่การปล่อยเชื้อเพลิงเครื่องบินออกหลายหมื่นแกลลอนอย่างปลอดภัย จำเป็นต้องไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงที่กำหนด และบินวนเหนือพื้นที่ที่ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่หรือเหนือผืนน้ำ เช่นเดียวกับกรณีที่มีความเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้บนเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุฉุกเฉินที่นักบินต้องรีบตัดสินใจมากที่สุด เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ก็เป็นสถานการณ์ที่ทุกนาทีมีความหมาย การนำเครื่องลงจอดให้เร็วที่สุดจึงอาจมีความสำคัญมากกว่าการเสียเวลาปล่อยเชื้อเพลิงเพื่อลดน้ำหนักเครื่องบินก่อนลงจอด

การใช้เวลาประมาณ 20 นาที บินวนเพื่อปล่อยเชื้อเพลิง อาจเปิดโอกาสให้ประกายไฟเล็ก ๆ ลุกลามกลายเป็นเพลิงไหม้ได้ หรือในกรณีที่มีผู้โดยสารป่วยฉุกเฉิน ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินระหว่างความเป็นกับความตายของผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ เครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่อย่าง Boeing 747-8 จึงได้รับการออกแบบให้สามารถ ลงจอดในสภาพที่มีน้ำหนักเกิน (Overweight Landing) ได้ในกรณีฉุกเฉิน โดยพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นขณะลงจอดจะถูกดูดซับเป็นหลักโดย จานเบรกคาร์บอน (Carbon Brake Discs) และ ยางล้อของเครื่องบิน เพื่อลดแรงกระแทกและป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างของอากาศยาน

Lufthansa ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับฝูงบิน Boeing 747

เนื่องจากปัจจุบัน Lufthansa กำลังประสบปัญหาขาดแคลนความสามารถในการให้บริการเที่ยวบินระยะไกล (Long-Haul) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำ Boeing 747 หรือ “ราชินีแห่งท้องฟ้า” (Queen of the Skies) กลับมาให้บริการโดยเร็วที่สุด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาฝูงบิน สายการบินมีแผนทยอยปลดประจำการเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์รุ่นเก่า ซึ่งมีประสิทธิภาพด้านการใช้เชื้อเพลิงต่ำกว่า ได้แก่ Airbus A340-600 และ Boeing 747-400 ภายในปีหน้าอย่างไรก็ตาม Boeing 747-8 ยังคงเป็นเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์ (Quadjet) ที่มีอายุน้อยที่สุดและทันสมัยที่สุดในฝูงบินของ Lufthansa

ด้วยเหตุนี้ เครื่องบิน Boeing 747 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์การดำเนินงานของ Lufthansa ความต้องการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic Flights) รวมถึงความต้องการใช้บริการห้องโดยสารชั้นพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สายการบินต้องนำเครื่องบิน Airbus A380 บางลำที่เคยเก็บรักษาไว้กลับมาให้บริการอีกครั้ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวคือ ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ Boeing 777X ซึ่งยังคงเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ Boeing 747-8 จึงถูกวางบทบาทให้ยังคงเป็นกำลังหลักของเส้นทางบินที่ต้องรองรับผู้โดยสารจำนวนมากของ Lufthansa ไปจนถึงช่วง ทศวรรษ 2030 แม้ว่า Boeing 777X จะเริ่มเข้าประจำการแล้วก็ตาม

อัปเดตความคืบหน้าของ Boeing 747-8 ทั้งสองลำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เครื่องบินที่ปฏิบัติการในเที่ยวบิน LH402 ไปยังเมืองนวร์ก (Newark) เมื่อวันเสาร์ คือเครื่องทะเบียน D-ABYP ซึ่งเป็น Boeing 747-8 อายุ 12 ปี และถือเป็นเครื่องบินที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของเครื่องบินรุ่นนี้ เครื่องบินลำดังกล่าวถูกส่งมอบให้กับ Lufthansa เมื่อเดือนมิถุนายน 2014 โดยเป็น Boeing 747 ลำที่ 1,500 ที่บริษัท Boeing ผลิต และสายการบินได้ตั้งชื่อเครื่องบินลำนี้ว่า “Nordrhein-Westfalen”

ส่วนเครื่องบิน Boeing 747 ที่ปฏิบัติการในเที่ยวบิน LH418 ซึ่งเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่เมืองโคโลญจน์ (Cologne) เมื่อวันศุกร์ คือเครื่องทะเบียน D-ABYC ซึ่งมีอายุ 14 ปี มากกว่า D-ABYP เล็กน้อย และเป็น Boeing 747-8 ลำที่สอง ที่ Lufthansa รับมอบ ข้อมูลจากระบบติดตามเที่ยวบินระบุว่า D-ABYC ได้กลับมาให้บริการแล้ว โดยปฏิบัติการเที่ยวบินจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ตไปยังนครชิคาโก (Chicago O’Hare: ORD) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม เครื่องทะเบียน D-ABYP ยังไม่ได้กลับมาปฏิบัติการบินอีกครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันเสาร์ จนถึงวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2026

Lufthansa เป็นสายการบินลูกค้ารายแรก (Launch Customer) ของ Boeing 747-8 รุ่นโดยสาร และจนถึงปัจจุบันยังคงเป็น ผู้ให้บริการเครื่องบินรุ่นนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนี้ สายการบินแห่งชาติเยอรมนียังเป็นหนึ่งในไม่กี่สายการบินของโลกที่ยังคงให้บริการ Boeing 747-400 รุ่นโดยสาร ร่วมกับ China Airlines, Korean Air และ Rossiya Airlines.

Lufthansa เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์เที่ยวบิน LH418

เว็บไซต์ Simple Flying ได้ติดต่อ Lufthansa เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งสองครั้ง โฆษกของสายการบินไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ของเที่ยวบิน LH402 เมื่อวันเสาร์ แต่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเที่ยวบิน LH418 เมื่อวันศุกร์ สายการบินยืนยันว่า การเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่เมือง โคโลญจน์ (Cologne) มีสาเหตุมาจาก เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์บนเครื่องบิน พร้อมระบุว่า เที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสาร 336 คน และลูกเรือ 19 คน

สายการบินระบุว่า สาเหตุที่ต้องลงจอดในสภาพที่มีน้ำหนักเกิน (Overweight Landing) เป็นเพราะ ข้อจำกัดด้านเวลา (Time Constraints) ทำให้ไม่สามารถทำการปล่อยเชื้อเพลิง (Fuel Jettison) ได้ เนื่องจากเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์บนเครื่องบินมีความเร่งด่วน หลังเครื่องบินลงจอด ผู้โดยสารที่มีอาการป่วยได้รับการปฐมพยาบาลและการดูแลทางการแพทย์ในทันที ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โฆษกของ Lufthansa กล่าวว่า

“เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา ทำให้ไม่สามารถปล่อยเชื้อเพลิงก่อนลงจอดได้ เครื่องบินจึงต้องลงจอดในสภาพที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ หลังจากนั้น เที่ยวบินไม่สามารถปฏิบัติการต่อได้ด้วยเหตุผลด้านเทคนิค จึงจำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบิน ผู้โดยสารทุกคนได้รับการดูแล ถูกนำตัวกลับไปยังเมืองแฟรงก์เฟิร์ตด้วยรถบัส และได้รับการจัดเที่ยวบินใหม่”

ทั้งเที่ยวบินขาไป LH418 และเที่ยวบินขากลับจากสนามบิน วอชิงตัน ดัลเลส หมายเลข LH419 ถูกยกเลิกทั้งหมด ผู้โดยสารบนเที่ยวบินถูกนำตัวกลับไปยังเมือง แฟรงก์เฟิร์ต ด้วยรถบัส ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยปกติมากกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่สายการบินจะดำเนินการจัดเที่ยวบินใหม่ให้แก่ผู้โดยสารแต่ละราย

ที่มา
https://simpleflying.com/lufthansa-boeing-747-us-overweight-landings-24-hours/

ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

Related Articles

Leave a Comment