นักบินของสายการบิน United Airlines ตัดสินใจเข้าจัดการสถานการณ์ด้วยตนเองเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังผู้โดยสารรายหนึ่งเปิดใช้งาน Wi-Fi Hotspot พร้อมตั้งชื่อเครือข่ายที่มีเนื้อหาทางการเมืองอ่อนไหว โดยตามรายงานเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่บน Reddit ระบุว่าชื่อ Hotspot ดังกล่าวคือ “Free Palestine, F Zionists”
นักบินได้ประกาศผ่านระบบเสียงบนเครื่องว่า เจ้าของ Hotspot มีเวลา 30 วินาที ในการปิดหรือลบการเชื่อมต่อดังกล่าว มิฉะนั้นจะมีการประสานเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะหน่วยงาน FBI ให้เข้ามารอพบเครื่องบินเมื่อเครื่องลงจอด เหตุการณ์นี้สร้างบรรยากาศตึงเครียดอย่างมากภายในเที่ยวบิน ตามคำบอกเล่าของผู้โดยสารที่เป็นผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวบน Reddit
เหตุการณ์ Wi-Fi Hotspot บนเที่ยวบิน United Airlines

ผู้โดยสารที่เป็นผู้โพสต์เล่าประสบการณ์นี้ระบุว่า สถานการณ์บนเครื่องบินดูแปลกและสร้างความอึดอัดใจอย่างมาก เนื่องจากการตอบสนองของนักบินเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและค่อนข้างรุนแรง แม้ว่าชื่อเครือข่าย Wi-Fi ดังกล่าวจะไม่ได้มีข้อความข่มขู่โดยตรงก็ตาม แต่จากความอ่อนไหวด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอิสราเอลในปัจจุบัน ทำให้เกิดการตอบสนองที่เข้มงวดเช่นนี้ นอกจากนี้ นักบินยังไม่ได้กล่าวถึงการให้ลูกเรือเข้าตรวจสอบหรือใช้มาตรการอื่นใดก่อนที่จะประกาศถึงการเรียก FBI เข้ามาดำเนินการทันที
ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงผู้โดยสารที่โพสต์เรื่องนี้ เข้าใจดีว่าในยุคหลังเหตุการณ์ 9/11 นักบินและบุคลากรสายการบินมีความระมัดระวังด้านความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้แต่ผู้โพสต์เองก็ยังมองว่าการตีความว่า Hotspot ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามร้ายแรงจริง ๆ นั้น “อาจเกินไปเล็กน้อย” (a stretch) ในโพสต์ดังกล่าว เขาอธิบายบรรยากาศบนเครื่องบินหลังจากกัปตันประกาศเตือนไว้ว่า:
“ทั้งห้องโดยสารเงียบสนิททันที คุณสัมผัสได้ว่าทุกคนเริ่มมองไปรอบ ๆ พยายามหาว่าใครเป็นเจ้าของ Hotspot นั้น บางคนดูวิตกกังวล บางคนแสดงอาการไม่พอใจ ขณะที่อีกหลายคนกลับหัวเราะ เพราะมองว่าสถานการณ์ทั้งหมดดูเหลือเชื่อและชวนให้รู้สึกว่าเกินจริง”
ผลกระทบร้ายแรงจากภัยคุกคามระหว่างเที่ยวบิน

ก่อนหน้านี้ เคยมีหลายกรณีที่เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือแม้กระทั่งถูกสกัดกลางอากาศ เนื่องจากชื่อ Wi-Fi ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม เช่น เหตุการณ์บนเที่ยวบิน TK-1853 ของสายการบิน Turkish Airlines เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งมีชื่อเครือข่ายปรากฏข้อความ “I HAVE A BOMB. EVERYONE WILL DIE” (“ฉันมีระเบิด ทุกคนจะต้องตาย”) โดย Fox News รายงานว่า ขณะเครื่องบินกำลังบินอยู่เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เที่ยวบินดังกล่าวได้เปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่สนามบิน Barcelona El Prat International Airport และมีเจ้าหน้าที่พร้อมสุนัขตำรวจตรวจหาวัตถุระเบิดเข้ารอตรวจสอบทันทีหลังลงจอด ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ เที่ยวบินของสายการบิน Wizz Air จากสนามบิน London Luton (LTN) ไปยังกรุงเทลอาวีฟ (TLV) ก็ถูกเครื่องบินขับไล่ของอิสราเอลขึ้นสกัด หลังชื่อ Wi-Fi Hotspot ส่วนตัวของผู้โดยสารรายหนึ่งปรากฏคำว่า “terrorist” จนทำให้เกิดความกังวลด้านความมั่นคงขึ้นบนเที่ยวบินดังกล่าว
เพียงในเดือนนี้เอง เที่ยวบินของสายการบิน KLM จากเมืองมาลากาไปยังอัมสเตอร์ดัมต้องล่าช้าอยู่บนลานจอดหลายชั่วโมง หลังผู้โดยสารรายหนึ่งเปิดใช้งานเครือข่าย Wi-Fi Hotspot พร้อมตั้งชื่อว่า “Allahu Akbar – er is een bom aan boord” ซึ่งตามรายงานของ NL Times แปลได้ว่า “อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ – มีระเบิดอยู่บนเครื่อง” เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยและตรวจสอบสถานการณ์อย่างเข้มงวด ก่อนอนุญาตให้เที่ยวบินเดินทางต่อไปได้
สถานการณ์ที่ซับซ้อน

เว็บไซต์ Paddle Your Own Kanoo ระบุว่า ชื่อ Wi-Fi Hotspot ดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีลักษณะต่อต้านชาวยิว (anti-Semitic) และชี้ว่าสายการบินเอกชนมีสิทธิ์ปฏิเสธผู้โดยสารที่สวมเสื้อผ้าหรือแสดงข้อความทางการเมืองอย่างชัดเจน รวมถึงการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ นักการเมืองหลายคนมองว่าผู้ที่ต่อต้านอิสราเอลหรือวิพากษ์วิจารณ์ชาวยิว มักใช้คำว่า “Zionist” แทนคำว่า “Jew” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าคำดังกล่าวถูกใช้เพื่อวิพากษ์หรืออธิบายการกระทำเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของอิสราเอล
ข้อถกเถียงว่าการวิจารณ์กลุ่ม Zionist หรือแนวคิด Zionism ถือเป็นการต่อต้านชาวยิวโดยเนื้อแท้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างต่อเนื่อง แม้เพียงการตั้งชื่อ Hotspot ที่มีเนื้อหายั่วยุหรือหยาบคาย ก็อาจเพียงพอให้สายการบินดำเนินมาตรการบางอย่างได้ อย่างไรก็ตาม การขู่เรียก FBI เข้ามาจัดการอาจถูกมองว่าเป็นการตอบสนองที่รุนแรงเกินความจำเป็นในสถานการณ์นี้ แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินของอิสราเอลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความกังวลของนักบินต่อความปลอดภัยของเที่ยวบินก็ไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว
นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 กลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ได้เลือกการบินพาณิชย์เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก และมีการก่อเหตุจี้เครื่องบินหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษต่อมา จากความกังวลด้านความมั่นคงที่ดำเนินต่อเนื่อง ทำให้อากาศยานพาณิชย์ของอิสราเอลถูกติดตั้งระบบป้องกันเพิ่มเติมและใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง จนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบินพาณิชย์ที่มีการป้องกันเข้มงวดมากที่สุดในโลกปัจจุบัน
ที่มา
https://simpleflying.com/united-pilot-fbi-warning-wifi-hotspot-name/
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้