สายการบิน Alaska Airlines ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินตรง (Nonstop) เป็นครั้งแรกระหว่างเมือง Anchorage รัฐอะแลสกา และท่าอากาศยาน Boston Logan International Airport (BOS) ซึ่งนับเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างรัฐอะแลสกากับภูมิภาคนิวอิงแลนด์ของสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก สายการบินเริ่มให้บริการเส้นทางดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2026 โดยมีกำหนดให้บริการแบบรายสัปดาห์จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2026 ด้วยเครื่องบิน Boeing 737 MAX 8 สำหรับเที่ยวบินขากลับจากบอสตันไปยังแองเคอเรจ มีระยะเวลาบินตามตารางสูงสุดถึง 7 ชั่วโมง 53 นาที ส่งผลให้เส้นทางนี้กลายเป็นหนึ่งในเที่ยวบินตรงที่ยาวนานที่สุดของ Alaska Airlines ที่ให้บริการด้วย Boeing 737 MAX ในปีนี้
เส้นทางบินใหม่นี้ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางระหว่างเมือง Boston และ Anchorage ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องต่อเครื่องเหมือนที่ผ่านมา จากข้อมูลตลาดสายการบิน ระหว่างเดือนมีนาคม 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 มีผู้โดยสารเดินทางไป-กลับระหว่างสองเมืองนี้ประมาณ 43,000 คน Alaska Airlines ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดประมาณ 47% ของผู้โดยสารทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการต่อเครื่องผ่านเมือง Seattle ขณะที่ Delta Air Lines มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 33% และ United Airlines มีส่วนแบ่งประมาณ 14% ผ่านศูนย์กลางการบินต่าง ๆ เช่น ซีแอตเทิล มินนีแอโพลิส ชิคาโก และเดนเวอร์ การเปิดเส้นทางบินตรงครั้งนี้จึงช่วยลดเวลาเดินทาง เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร และตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีผู้เดินทางระหว่างสองเมืองในระดับที่น่าสนใจอยู่แล้ว
Alaska Airlines เปิดเส้นทางบินภายในประเทศระยะไกลเส้นทางใหม่

เที่ยวบินระหว่าง Anchorage และ Boston ถือเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างสองตลาดที่อยู่ห่างกันมากกว่า 3,300 ไมล์ (ประมาณ 5,300 กิโลเมตร) ที่ผ่านมา Alaska Airlines มักใช้เมือง Seattle เป็นจุดเชื่อมต่อหลักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างรัฐอะแลสกากับชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง สายการบินได้นำเครื่องบิน Boeing 737 MAX มาใช้สนับสนุนการเปิดเส้นทางบินแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ระยะไกลมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูงเพียงพอที่จะรองรับการให้บริการเที่ยวบินตรงได้อย่างคุ้มค่า การเปิดเส้นทาง Anchorage–Boston จึงสะท้อนถึงกลยุทธ์ของ Alaska Airlines ในการขยายเครือข่ายเส้นทางบินตรงระยะไกล ลดความจำเป็นในการต่อเครื่อง และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น
เที่ยวบินดังกล่าวให้บริการสัปดาห์ละหนึ่งเที่ยวบิน โดยมุ่งรองรับ ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูร้อน (Peak Summer Season) ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวในรัฐอะแลสกามีความคึกคักสูงสุด และมีความต้องการเดินทางตรงจากพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมาก การเปิดให้บริการเฉพาะในช่วงฤดูร้อนยังช่วยให้ Alaska Airlines สามารถทดสอบความต้องการของตลาด (Market Demand) สำหรับเส้นทางบินใหม่นี้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากฝูงบิน (Aircraft Utilization) ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการและเครือข่ายเส้นทางบินโดยรวมของสายการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงในการเปิดเส้นทางใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้สายการบินประเมินศักยภาพของตลาดก่อนตัดสินใจขยายความถี่หรือพัฒนาเส้นทางให้เป็นบริการประจำในอนาคต
Among Alaska’s Longest 737 MAX Flights

ด้วยระยะเวลาบินขาไปทางตะวันตก (Westbound) ตามตารางที่ยาวนานสูงสุดถึง 7 ชั่วโมง 53 นาที ทำให้เส้นทาง Boston–Anchorage กลายเป็นเที่ยวบินตรงที่ให้บริการด้วยเครื่องบิน Boeing 737 MAX ซึ่งมีระยะเวลาบินยาวนานเป็นอันดับ 3 ของ Alaska Airlines ในปีนี้ โดยสองเส้นทางที่ใช้เวลาบินนานกว่าคือ New York JFK–Anchorage ซึ่งใช้เวลาบินสูงสุด 7 ชั่วโมง 57 นาที และ Reykjavik–Seattle ซึ่งใช้เวลาบินสูงสุด 7 ชั่วโมง 55 นาที
เครื่องบินที่นำมาให้บริการในเส้นทางนี้คือ Boeing 737 MAX 8 ซึ่งมีพิสัยการบินและประสิทธิภาพด้านการประหยัดเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับเที่ยวบินที่ใช้เวลาบินเกือบ 8 ชั่วโมง ที่ผ่านมา Alaska Airlines ได้นำฝูงบิน Boeing 737 MAX มาใช้ในการขยายเครือข่ายเส้นทางบินให้กว้างไกลกว่าการให้บริการแบบดั้งเดิมบนชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยเพิ่มทั้งเส้นทางบินภายในประเทศระยะไกลและเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นมาตรฐานร่วม (Commonality) กับฝูงบินเครื่องบินลำตัวแคบอื่น ๆ ของสายการบินไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หรับผู้โดยสาร เส้นทางบินใหม่นี้ช่วยขจัดความไม่แน่นอนที่มักเกิดขึ้นจากการต่อเครื่อง และช่วยลดระยะเวลาเดินทางโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้โดยสารที่ก่อนหน้านี้ต้องเดินทางผ่านเมืองต่าง ๆ เช่น Seattle, Minneapolis, Chicago หรือ Denver เพื่อไปยังรัฐอะแลสกา สามารถเดินทางได้ด้วยเที่ยวบินเดียวในช่วงที่เส้นทางตามฤดูกาลนี้เปิดให้บริการ ความต้องการเดินทางแบบ บินตรงระหว่างต้นทางและปลายทาง (Point-to-Point) เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ Alaska Airlines ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายสายการบินทั่วโลกที่กำลังปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนศักยภาพของตลาดเฉพาะกลุ่ม

ตลาดการเดินทางระหว่าง บอสตัน (Boston) และ แองเคอเรจ (Anchorage) อาจมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับเส้นทางบินข้ามประเทศหลักของสหรัฐฯ แต่ตัวเลขผู้โดยสารแสดงให้เห็นว่ามีความต้องการเดินทางที่ชัดเจนและเพียงพอสำหรับการให้บริการ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารเดินทางไป-กลับระหว่างสองเมืองนี้ประมาณ 43,000 คน หรือคิดเป็นผู้โดยสารเฉลี่ยมากกว่า 100 คนต่อวันในแต่ละทิศทาง โดยก่อนหน้านี้ผู้โดยสารทั้งหมดจำเป็นต้องต่อเครื่องผ่านสนามบินอื่น ส่วนแบ่งตลาดที่สูงที่สุดของ Alaska Airlines สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของศูนย์กลางการบิน (Hub) ที่เมืองซีแอตเทิล และเครือข่ายเส้นทางบินภายในรัฐอะแลสกาที่สายการบินมีอยู่เดิม ขณะเดียวกัน Delta Air Lines และ United Airlines ก็มีส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่น่าสนใจผ่านศูนย์กลางการบินของตนเองเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเส้นทางนี้กระจายอยู่ในหลายสายการบิน ไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับเครือข่ายของสายการบินใดสายการบินหนึ่งเพียงรายเดียว
การที่เส้นทางบินนี้จะได้รับการเพิ่มความถี่มากกว่าสัปดาห์ละหนึ่งเที่ยวบิน หรือกลับมาให้บริการอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนของปีต่อ ๆ ไปนั้น มีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับผลการตอบรับและยอดการจองในฤดูกาลแรกของการเปิดให้บริการเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การเปิดเส้นทางดังกล่าวถือเป็นความพยายามเชิงกลยุทธ์ของ Alaska Airlines ในการนำเครื่องบิน Boeing 737 MAX มาใช้กับเส้นทางบินตรงระยะไกล เพื่อสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันในตลาดที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีบริการเที่ยวบินตรงให้เลือกใช้ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร แต่ยังสะท้อนถึงการใช้ศักยภาพของ Boeing 737 MAX ในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ที่มีความต้องการเพียงพอสำหรับการให้บริการแบบบินตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการต่อเครื่องผ่านศูนย์กลางการบินเหมือนในอดีต
ที่มา
https://simpleflying.com/8-hour-nonstop-flights-alaska-launches-new-737-max-route/
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้